กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

วิธีการเทรด Pullback ด้วย Market structure

  • 0 replies
  • 1,328 views
วิธีการเทรด Pullback ด้วย Market structure
« เมื่อ: 21, กุมภาพันธ์ 2021, 06:30:19 PM »
วิธีการเทรด Pullback ด้วย Market structure

กลยุทธ์การเทรด Pullback เป็นกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์นิยมกันเพราะเป็นการเทรดตามขาใหญ่ที่เปิดเผยการเทรดออกมาให้เห็นในรูปของเทรนหรือ Momentum  การเปิดเทรดด้วยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ท่านสามารถเปิดเทรดแบบ Sell High หรือ Buy Low ได้ถูกที่ ช่วยทำให้การเปิดเทรดตรงนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะปิดทำกำไรได้ เพราะเป็นการเปิดเทรดด้วยการเห็นร่องรอยของขาใหญ่ก่อน

Pullback กับ Market structure


Market structure เป็นภาพรวมของวัฏจักรของการเคลื่อนของตลาด หลักการง่ายๆ เราก็จะใช้เรื่องของการพัฒนาการ swing highs/lows ในการดูการเคลื่อนของราคาทองมาประกอบในการกำหนด market structure ได้ดังนี้ สำหรับเทรนขึ้นหรือ Uptrend เราก็จะเห็น Higher Highs และ Higher Lows ส่วนขาลงหรือ Downtrend ก็ต้องเห็น Lower Highs และ Lower Lows

ภาพประกอบที่เลข 1 เป็น Uptrend หรือเทรนขึ้น ด้วยการพัฒนา Higher Highs ตามด้วย Higher Lows อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิด Pullback ใน Market Structure นี้คือตรงที่ราคาเบรค High แล้วขึ้นไปทำ Higher High เรียกส่วนนี้ว่า Impulsive move และพอราคาลงมาทดสอบการเบรคขึ้นไปแล้วจบ เรียกว่า Corrective move การเปิดเทรดตรงที่จบ Corrective แล้วราคาเริ่มกับไปทางที่เกิด Impulsive move  เรียกว่าการเปิดเทรดแบบ Pullback


หรืออีกภาพประกอบที่เลข 2 เป็นการเทรด แนวรับ-แนวต้าน ตอนแรกเริ่มด้วยมุมที่เป็น Resistance จะเห็นว่าราคา เกิด Rejection 2 ครั้งพื้นที่นั้น เข้าเงื่อนไขในการกำหนด Resistance ได้ถ้าราคามาอีก หลังจากราคาลงไปก็จะเปิดโอกาสให้เปิดเทรดตอนราคากลับมาอีก เป็นการเทรดแบบ Pullback หลังจากนั้นราคาลงไป แล้วเด้งกลับขึ้นมาสุดท้ายขึ้นมาเบรค ด้วย Momentum ราคาสามารถสร้าง New High ได้เปลี่ยนจาก Resistance กลายมาเป็น Support พอราคากลับมาพื้นที่นี้อีกรอบ ราคาหยุด แล้วเริ่มกลับไปทางที่เบรคเป็นการเทรดแบบ Pullback เช่นกัน

ทั้ง 2 ตัวอย่างที่ยกมาประกอบท่านจะเห็นว่าเรากำหนดเทรน ด้วยหลักการ Swing highs/lows ที่ตรงภาพแรกตรงที่ราคาทำ Higher High ด้วยการเบรค High ก่อนได้ ที่ถือว่าเป็น Resistance พอเบรคมาก็กลายมาเป็น Support ก็เข้ากับหลักการที่ยกตัวอย่างภาพที่ 2 พอดี หลักสำคัญที่ทำให้เกิดการเทรดแบบ Pullback ของภาพ 1 และ 2 คือตรงที่ราคาเบรคแนวรับ-แนวต้าน เลยทำให้เปลี่ยน market structure ใหม่นั่นเอง ตรงที่เบรคกำหนดคุณภาพด้วย Impulsive move ว่าลักษณะการเบรคควรเป็นอย่างไร และตามมาด้วย Corrective move เมื่อจบด้วยการดู price action ประกอบ เช่น Pin Bar, Engulfing Bar, Doji หรือรูปแบบที่บอกถึง Reversal ก็เป็นสัญญาณในการเปิดเทรดแบบ Pullback

เทรด Pullback จาก Trendline


การที่ราคาวิ่งออกและเด้งกลับไปหาเทรนไลน์ก็เป็นอีกจุดที่เปิดโอกาสให้เทรด Pullback ตามเทรนได้ หลักการเดียวกันกับการพัฒนาการเรื่องของ Swing highs/lows สำหรับกำหนดพื้นที่จะเทรดแบบ Pullback ให้มั่นใจก่อนว่าได้เห็นราคาเบรค High หรือ Low หรือส่วนที่เป็น Impulsive move ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การเปิดเทรดแบบ Pullback มีความเป็นไปได้สูงเพราะมันบอกว่าขาใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมจริง ไม่เช่นนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนเยอะเลยมากพอที่จะดันราคาไปทางที่พวกเขาต้องการได้

เทรด Pullback จาก Moving Average (MA) และ Fibonacci



หรือการเทรดตอนที่ราคากลับมาทดสอบเทรนด้วย Moving Average ก็หลักการเดียวกัน เช่นอย่างภาพประกอบเป็นการใช้ Moving Average 50 ในการกำหนดเทรน ตามหลักการเทรด MA คือเทรดตอนที่ราคาเด้งออกจากเส้น MA ที่ถือว่าเป็นการหาค่าเฉลี่ยเทรนจากแท่งเทียนที่เกิดขึ้น อย่างในภาพประกอบ ตามหลักการทำงานของ MA จะเห็นว่าราคาอยู่เหนือเส้น MA ถือว่าเป็นเทรนขึ้น พอราคากลับมาที่เลข 1 2 และ 3 เลยเปิดโอกาสให้เทรด Pullback คาดหวังว่าราคาจะกลับไปทางเทรนเดิม หรือที่เลข 4 หลังจากที่ราคาลงมาต่ำกว่าเส้น MA บอกว่าเทรนเป็นขาลง พอราคากลับไปที่เส้นแล้วเด้งออก ก็เป็นจุดสำหรับเทรดแบบ Pullback

ภาพด้านล่างเป็นการเปิดเทรด Pullback อิงจากการใช้ Fibonacci Retracements เข้าไปสำหรับ Market structure ใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อหาจดุเข้าเทรดตามหลักการของ Fibonacci ว่าราคาน่าจะเด้งกลับไปทางเดิมที่ราคาไหน

จากขอมูลที่ยกมาประกอบสำหรับการเทรดแบบ Pullback ทั้งจากการมองชารตเปล้าด้วย หลักการพัฒนาการ Swing Highs/Lows, การที่ราคากลับมาเทส หรือเบรคแนวรับ-แนวต้านหรือ demand/supply หรือราคากลับมาทดสอบเทรนด้วย Trendline หรือแม้แต่การใช้ Moving Average ในการกำหนดเทรน หรือการใช้ Fibonacci Retracements เพื่อเข้าไปจับการเคลื่อนไหวที่ทำให้ market structure เปลี่ยนไปเพื่อหาจุดเข้าเทรด จะมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ท่านต้องเห็น Impulsive move นำหน้าก่อนเป็นสำคัญ [ราคาต้องเบรคด้วย Momentum และสามารถทำ New High/New Low หรือเปลี่ยน Market structure ใหม่ได้] เพราะจะทำให้เกิด Corrective move เพื่อเป็นการทดสอบ

จังหวะการเปิดเทรดด้วย Pullback


การเปิดเทรดแบบนี้เป็นการเทรดการย่อตัวกลับมาทดสอบเทรนหรือ Momentum เมื่อราคามาถึงพื้นที่อาจเปิดเทรดทันที หรือแบบรอยืนยันด้วย Price Action ก็ได้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเทรนที่เกิดขึ้นก่อนนี้ และ market structure ของภาพรวมตลาดเป็นอย่างไร  ดูภาพประกอบ ราคาได้ล่า liquidity hunt เลยทำให้ราคาวิ่งเข้าหา Resistance ด้านบนอย่างรวดเร็วเพราะ stop orders ตรงนั้นทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ได้ง่ายและช่วยให้ขาใหญ่ได้ออเดอร์ตรงข้ามเพื่อเข้าเทรดด้วย มองมาที่ขวามือ เป็นชาร์ต H1 ย่อยลงมาจากชาร์ต D1 ราคาไม่ได้ลงทันที ขาใหญ่สะสมออเดอร์ต่อ ถ้าเปิดเทรดเมื่อราคาไปถึง แม้ว่าถ้าราคาลงมาเลยเรื่องของ Risk:Reward จะดีกว่า ท่านจะเห็นว่าราคาได้ consolidation อยู่นาน แถมก่อนลงมีการดันขึ้นไปอีกรอบด้วยค่อยดันลงมา ตรงที่ลูกศรชี้ 2 จุดทางชาร์ต H1  อาจเป็นไปได้ว่าราคาอาจไปต่อก็ได้ การเปิดเทรดแบบแรกอาจเสียได้ หรือโดน stop loss ก่อนค่อยลง แต่ถ้าเป็นการเปิดแบบเมื่อเห็น Price Action ยืนยัน ทางด้านขวามือที่ราคาเบรคลงมาให้เห็นความเป็นไปได้ก็จะสูงกว่า และถ้าเรากำหนด stop loss ด้านบนสูงก่อนที่ราคาลงมาเบรค โอกาสที่ราคาไปแตะได้ก็น้อยด้วย เพราะ market structure เปลี่ยนยืนยันการ Reversal แล้ว

 

XM Global Limited