กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

Risk Management บางวิธีสำหรับเทรดทอง

  • 0 replies
  • 1,013 views
Risk Management บางวิธีสำหรับเทรดทอง
« เมื่อ: 01, กุมภาพันธ์ 2021, 12:47:24 PM »
Risk Management บางวิธีสำหรับเทรดทอง

ส่วนสำคัญของการเทรดนอกจากเข้าใจตลาดและสามารถหาโอกาสเปิดเทรดหรือ Trade Setup ด้วยกำหนดว่าการเทรดจะเห็นการเทรดแบบลงทุน หรือเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหว ทั้งขึ้นหรือลง แต่การเทรดเป็นเรื่องความเป็นไปได้ ไม่มีอะไรแน่นอน แม้ว่าการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค หรือข้อมูลพื้นฐานเพื่อความเป็นไปได้สูงสำหรับ Trade setup ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะไปทางนั้นจริงๆ การจัดการหรือจำกัดความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ท่านอยู่ในตลาดได้ตลอด การจัดการความเสี่ยงก็มีหลายๆ วิธีการต่างออกไป นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ในการจัดการความเสี่ยงในการเทรดทอง

รู้จักความเสี่ยงจาก Leverage


หลักๆ ถ้าพูดถึงความเสี่ยง เรื่องโอเวอร์เทรดหรือเทรดเกินทุนตัวเองน่าจะเห็นชัดเจนที่สุด เพราะว่าตลาดฟอเรกเป็นตลาดที่ให้เทรดเดอร์ใช้ประโยชน์จาก Leverage หรือสามารถเทรดเกินทุนตัวเองได้ เช่นท่านมีทุน 100 ดอล ท่านเปิดบัญชีเทรด ด้วยกำหนด Leverage 1:500 เท่ากับว่าท่านมีทุนที่สามารถเปิดเทรดได้มากถึง 500 ดอล ยกตัวอย่างบัญชีเทรดแบบ Standard ที่กำหนดล็อตในการเทรด 0.01 เท่ากับเปิดเทรดทีละ 10 ดอล ถ้าเป็น 0.10 เท่ากับเปิดเทรด 100 ดอล ถ้าเป็น 0.50 เท่ากับเปิดเทรด 500 ดอล ด้วยเงื่อนไข Leverage ท่านสามารถเทรดด้วยการยืมเงินโบรกเกอร์ในการเทรดก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อท่านเปิดเทรดด้วยการใช้ Leverage ประกอบ หรือเทรดมากกว่าทุนคือค่าตอบแทนต่อการเคลื่อนของราคา หรือเรียกกันว่า pip value ก็จะต่างออกไปได้ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่ง pip value มาก จากตัวอย่างภาพประกอบ ที่มีการเปิดเทรด 0.01 (ออเดอร์ละ 10 ดอลลาร์) 0.10 (ออเดอร์ละ 100 ดอลลาร์) และ 0.50 (ออเดอร์ละ 500 ดอลลาร์)  ดูระยะ pip value ที่บอกถึงการเทรดทอง  ระยะการเคลื่อนของราคาที่นับกับ points หรือ 10 points เท่ากับ 1 pip (ในโปรแกรม Metatrader จะแสดงระยะห่างเป็น Points เช่นอย่างกรณีเทรด 0.01 ท่านกำหนด TP ที่ห่างจากราคาเปิด 1618 เท่ากัน ) ถ้าว่ากันง่ายๆ นั่นคือว่ายิ่งท่านเปิดล็อตมากขึ้น pip value ก็มากขึ้น สัดส่วนชาร์ตที่กำหนดระยะ stop loss และ take profit ก็ยิ่งน้อยลง หรือ แคบลง เลยทำให้เมื่อท่านโอเวอร์เทรดด้วยการใช้ Leverage ที่ให้ท่านเทรดเกินทุนตัวเอง สูญสีย-ทำกำไรเร็วขึ้น หรือระยะ pip น้อยลง หลายๆ เทรดเดอร์มองเรื่องการใช้ Leverage แบบนี้เป็นดาบสองคมต้องใช้ให้เป็น แต่โบรกเกอร์ต้องการ ยิ่งลูกค้าเทรดแบบโอเวอร์เทรดโบรกเกอร์นั้นๆ ยิ่งชอบ เพราะรายได้ของโบรกมาจากสัดส่วนการเทรด เช่นกรณีบัญชีแบบมีค่าคอมมิสชั่นสำหรับการเทรด ถ้าเปิด 0.01 เสียค่าคอม 0.07 ดอล ถ้าเปิด 0.10 เสียค่าคอม 0.70 ดอล หรือถ้าเปิด 0.50 เสียค่าคอม 3.5 ดอลลาร์ต่อ trading transaction  ตรงการจัดการความเสี่ยงนี้แก้ไม่ยากแต่อย่าเทรดเกินทุนตัวเอง เช่นมากสุดไม่เกิน 30 % ของทุน ท่านก็จะสามารถรักษาทุนและคอยหาโอกาสเทรดใหม่ได้ตลอด

ความเสี่ยงจากการเปิดเทรดแบบไม่มีกลยุทธ์ Risk:Reward


เรื่องของการกำหนด Risk:Reward แต่ละจุดเทรดเป็นตัวสำคัญที่ช่วยจัดการความเสี่ยงเป็นบื้องต้นและจำเป็นได้อย่างดี เพราะว่าก่อนจะเทรดแต่ละออเดอร์ท่านเห็นชัดเจนว่า ท่านรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน และกำไรมากพอที่ท่านต้องการหรือเปล่า  สัดส่วน Risk วัดจากจุดที่ท่านเปิดเทรด และจุดที่ท่านเห็นชัดเจนว่าจะกำหนด Stop loss ตรงไหน ส่วน Reward วัดจากจุดที่เปิดเทรด ไปยังจุดที่ท่านคาดว่าราคาสามารถวิ่งไปถึงที่กำหนดไว้ได้ หลักการ Risk:Reward ให้ที่ 1:3 เป็นอย่างน้อย ยิ่ง Reward มากยิ่งดี ส่วนเมื่อจะเปิดเทรดแต่ละครั้ง หรือการกำหนด Trade Setup ที่จะเปิดเทรด ท่านต้องเห็นว่าจะกำหนด Stop loss และ Take Profit ตรงไหนก่อน

การกำหนด stop loss อย่ากำหนดด้วยการนับ points หรือ pips


เป็นที่รู้กันดีว่า การเคลื่อนราคาทองเยอะ แม้ว่าท่านจะเทรดด้วย Price Action อย่างที่เห็นตัวอย่าง มีการเด้งจาก กรอบ price level และแท่งเทียนต่อมาก็เป็น Bullish ได้เงื่อนไขการเปิดเทรด ราคาทำ Impulsive move การยืนยันกรอบ ความไม่สมดุลย์หรือต้นตอ ในที่นี้คือ Demand แล้วราคาลงมาเทส ก็จะเปิดโอกาสให้เทรดได้แบบชัดเจน พร้อม Risk:Reward ที่ดีพอ แต่การกำหนด stop loss อย่างกำหนดแบบนับ pips ว่าเท่าไร อย่างในด้านบนที่บอกว่าระยะ stop loss แม้ท่านจะเปิดเทรดหลัง Price Action ยืนยันก็ตาม แต่การล่า Stop เพื่อเข้าตลาดเป็นสิ่งที่ขาใหญ่ทำประจำก่อนที่จะดันราคาเพราะพวกเขาต้องการเข้าเทรดเพิ่ม การกำหนด stop loss แบบนี้จะทำให้ท่านจัดการความเสี่ยงไม่ถูกต้อง ท่านควรจะอิงการกำหนด stop loss จากพื้นที่ price level เห็นหลัก

การกำหนด Stop loss ด้วยการอิงหลัก Break-Even


สิ่งหนึ่งที่เทรดเดอร์จะทำประจำเพื่อกันความเสี่ยงต่อออเดอร์นั้นๆ ที่พอเปิดเทรดแล้วถือรอสักระยะ ราคาเริ่มมาทางที่เปิด และเกิดตำแหน่งที่เปิดเทรด เทรดเดอร์ก็จะขยับ Stop loss มาที่จุดเปิดเทรด หรือเพื่อไม่ต้องมากังวลความเสี่ยงกับออเดอร์นั้นๆ ที่ยังถืออยู่ เช่นอย่างภาพประกอบ ท่านจะเห็นว่าราคาลงมาเทรด Support หรือ Demand หลังจากที่ราคาทำ new high ขึ้นไปได้ ถือว่าเป็น impulsive move ราคาลงมาท่านก็เปิดเทรด และผ่านไปสักระยะออเดอร์ที่เปิดเทรดก็กำไร แม้แท่งเทียน Bullish 3 แท่งตอบสนองมาทันที ท่านก็มั่นใจขึ้นว่า ราคาน่าจะขึ้นไปอีก และออเดอร์ที่เปิดก็กำไรด้วย ท่านก็รีบขยับ stop loss มาสูงกว่าราคาเปิด หรือเท่ากับราคาเปิด เพื่อท่านไม่ต้องมากังวลเรื่องความเสี่ยงต่อออเดอร์นี้ ท่านจะเห็นว่าราคาขึ้นไปสักระยะ แต่ไม่นานราคาก็ลงมาแตะ Stop loss ท่าน แล้วกลับไปทางที่ท่านเปิดเทรดตอนแรก และขึ้นไปยาวมากอีกด้วย การขยับ Stop loss มาเป็น Break-even แบบนี้ทำให้ท่านพลาดโอกาสทำกำไรเพราะบริหารความเสี่ยงพลาด

 

XM Global Limited