กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

Transaction-based chart ใช้กับ time-based chart เพื่อเทรดทอง

  • 0 replies
  • 1,101 views
Transaction-based chart ใช้กับ time-based chart เพื่อเทรดทอง
« เมื่อ: 01, กุมภาพันธ์ 2021, 12:02:15 PM »
Transaction-based chart ใช้กับ time-based chart เพื่อเทรดทอง

เทรดเดอร์ที่เทรด Metatrader 4/5 อาจไม่คุ้นเคยเรื่องของ tick charts มากเท่าไร เพราะ Metatrader เสนอรูปแบบชาร์ตแค่ 3 อย่าง คือ Bar charts, candlesticks และ Line charts ทั้งหมดเป็นรูปแบบที่อิงเวลาหรือ time-based เป็นหลัก รูปแบบก็ต่างกันออกไป เช่น Bar charts กับ Candlesticks ก็ไม่ต่างกันมาก มีราคาเปิด สูง ต่ำ และราคาเปิด ส่วนของ Candlestick ก็จะมีส่วนระยะห่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดเทียบให้ดูง่าย ส่วน Line charts ก็ใช้ราคาปิดของแต่ละช่วงเวลาเป็นหลัก แต่การอ่านข้อมูลเพื่อนำเสนอรูปแบบชาร์ตจะอิงจาก timeframe เป็นหลัก ทั้งหมดเป็นชาร์ตแบบ time-based charts แต่ยังมี Tick charts อีกแบบ ที่เป็นการนำเสนอแท่งเทียนแต่อิงจาก tick หรือ transactions ที่มีการเทรดเกิดขึ้น หรือเรียกว่าเป็น transaction-based

เข้าใจ time-based charts ของทองก่อน


ก่อนอื่นต้องเข้าใจรูปแบบการนำเสนอของชาร์ตก่อน Bar Chart, Candlesticks, และ Line chart ที่เห็นใน Metatrader คือรูปแบบของชาร์ตที่เป็นแบบ time-based ก็จะใช้ข้อมูลจาก timeframe เช่นอย่างในตัวอย่างเป็น timeframe H2 พอเริ่มราคาเปิดที่ไหน ช่วงเวลาก็จะมีการหาว่าราคาสูงช่วงนั้นอยู่ที่ไหน ราคาต่ำสุดอยู่ที่ไหน และราคาปิดเมื่อหมด timeframe อยู่ที่ไหน (ราคาในที่นี้คือ ราคาที่เกิดการเทรดขึ้นหรือ trading transaction) ส่วนของ Bar Chart และ Candlesticks ก็จะใช้ข้อมูลเดียวกันคือ Open, High, Low และ Close  แต่การนำเสนอของ Candlesticks ก็จะเพิ่มส่วนการเสนอ ระยะห่างราคาเปิด และราคาปิดชัดเจน เป็น Body สามารถปรับสีเพิ่มเติมได้ ส่วนที่เป็น Bar Chart ก็เป็นแค่เส้นเดียวเป็นหลัก เลยทำให้ Candlesticks ง่ายกว่าที่จะดูราคาปิดมากหรือน้อยกว่าราคาเปิดด้วยการกำหนดสี หรือง่ายกว่าที่จะดูว่า Bull หรือ Bear ชนะ (in control) เมื่อจบแท่งเทียนนั้นๆ ส่วน Line chart ใช้ราคาปิดหรือ Close เท่านั้น  สิ่งที่ชาร์ตแบบ time-based เหมือนกันคือจะเกิดแท่งเทียนหรือ bar หรือจุดราคาปิดใหม่ได้ ต้องจบช่วงเวลาก่อน ดังนั้นการที่จะเกิดแท่งเทียนหรือ Bar ใหม่ได้ เมื่อจบช่วงเวลาที่กำหนดก่อนของ timeframe ที่เลือก แต่ Tick chart ต่างกันออกไป เป็นชาร์ตที่นับตามจำนวน tick หรือ trading transactions ที่เกิดขึ้น เมื่อครบก็จะสร้างแท่งเทียนสำหรับ tick chart ใหม่ แต่ละแท่งเทียน tick chart สามารถกำหนดจำนวน tick ได้ต่างกันออกไป เช่น 100 200 250 500 750 หรือ 100 ticks เป็นต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่เทรดเดอร์ต้องการนำไปประยุกต์กับรูปแบบการเทรดทองของตนเอง

Tick chart บอกถึง trading transactions ของทองที่เกิดขึ้น


ตัวอย่างนี้เป็น Tick chart ที่กำหนด 750 ticks หรือ 750 trading transactions เกิดขึ้นค่อยเกิดเป็นแท่งเทียนทางด้านขวามือ ส่วนทางช้ายมือเป็น time-based Candlestick ที่กำหนด timeframe M30  จะเห็นว่าจำนวนแท่งเท่ากันแต่ละวันเพราะการเสนอแท่งเทียนอิงเวลาเป็นหลัก แต่ขนาดอาจต่างกันออกไปแล้วแต่เกิดการเทรดหรือ trading transactions ช่วงราคาไหนบ้าง ก็จะเห็นว่ามี body size ที่ต่างกันออกไปในแต่ละช่วงตลาดเมื่อมองมาทางขวามือ หลักการของ Tick chart ในที่นี้เป็นแท่งเทียนแบบ Tick แต่ละแท่งที่เกิดขึ้นจะเท่ากับ tick หรือ trading transactions ที่เกิดขึ้น ในที่นี้กำหนด 750 ticks สำหรับเทรดระยะสั้นหรือ scalping เป็นหลัก ดังนั้นจำนวนแท่งเทียนจะมากกว่าหรือน้อยกว่าแบบ time-based candlesticks ก็ได้ แต่จะมากกว่าเป็นหลัก เพราะ ticks การเทรดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเลยช่วยให้เราได้ข้อมูลหลายๆ อย่างได้มากกว่าข้อมูลแบบที่ time-based charts เสนอเช่น


  • Tick chart ทำให้เรารู้ว่ามี volatility มากพอที่จะเทรดตอนไหน เพราะถ้าเกิด ticks หรือจำนวนการเทรดเกิดขึ้นเยอะช่วงไหน จำนวนแท่งเทียนก็จะมากกว่า ขณะที่แท่งเทียนของ time-based chart อาจจำนวนนิดหน่อย หรือขนาดแท่งเทียนจะยาวขึ้น แต่ Tick chart ช่วยให้เราเห็นว่า volatility มากตอนไหน เพราะดูจาก จำนวนแท่งเทียนที่เพิ่มมาก ตามจำนวน tick ที่กำหนด แสดงว่ามี trading activity เกิดขึ้นเยอะ
  • เราสามารถเห็นความชัดเจนของ price และ volume การเทรดที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนว่าช่วงไหนของตลาดและ volume มากพอที่จะเทรดหรือเปล่า จะเป็นการกรอง trade setup อีกระดับหนึ่ง ไม่เปิดเทรดทั้งวัน เราสามารถหาช่วงเปิดเทรดทองตอนตลาดที่มีการเคลื่อนชัดเจนเท่านั้นได้ง่าย
  • เมื่อเราเห็น ticks หรือ trading transactions เกิดขึ้นมากช่วงไหน แสดงว่ามีการเข้ามาของขาใหญ่แน่นอน เพราะขาใหญ่เข้าเทรดและออกเทรดด้วยจำนวน volume มาก เลยช่วยให้เราหาร่องรอยว่าขาใหญ่เข้าเทรดหรือมีส่วนร่วมพื้นที่ราคาไหนมากกว่า ช่วยให้เราหาพื้นที่ที่เป็น แนวรับแนวต้าน หรือ demand/supply ได้ถูกพื้นที่ เพราะถ้าการเทรดไม่เกิดมากหรือมองสภาพตลาดแบบไม่เคลื่อนไหว แท่งเทียนแบบ tick chart ก็จะเกิดขึ้นน้อยต่างจากที่เป็นแท่งเทียนแบบ time-based เมื่อครบช่วงเวลาแท่งเทียนก็จะเกิดแท่งเทียนขึ้น ที่เราอาจจะเห็นเป็นแท่งเล็กๆ ต่อเนื่องกันหลายแท่ง และเมื่อ tick candlestick เกิดต่อเนื่องกันไปทางใดทางหนึ่ง หลังจากการเข้าเทรด ยังช่วยให้เรากำหนดเทรนได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย เพราะเห็นการเทรดที่เกิดขึ้นชัดเจน เช่นเราก็จะใช้ tick chart เพื่อหาพื้นที่ แนวรับแนวต้าน หรือสำหรับเทรดทองแบบ scalping ได้ง่ายและแม่นกว่าเมื่อเทียบกับแบบ time-based candlesticks
  • แต่ข้อเสียของ tick chart ก็มีคืออย่างเช่นถ้าเราเทรด Metatrader 4/5 เป็นหลักก็จะไม่มีชาร์ตแบบนี้ ยกเว้นท่านดู platform อื่นประกอบ เช่น cTrader ที่บางโบรกเกอร์ที่ท่านเปิดเทรด มีให้เลือกว่าจะเลือก platform เทรดแบบไหน หรือข้อมูล data feed สำหรับแสดง ticks แต่ละโบรกก็จะต่างกันออกไป อาจเป็นเพราะการสื่อสารส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายของ data providers กับโบรกเกอร์

ส่วนการกำหนดจำนวน ticks ต่อแท่งเทียน แล้วแต่เทรดเดอร์ถนัด ว่าเทรดแบบไหน เมื่อเข้าใจหลักการว่า tick chart ทำงานและให้ข้อมูลสำคัญและต่างจาก time-based charts อย่างไรตามที่อธิบายมา เช่นช่วยให้ท่านเทรดตามขาใหญ่ได้ง่าย หรือช่วยให้เทรด Breakout ได้ง่ายเพราะเห็น ticks ที่เกิดขึ้นเยอะและเห็นผลของความพยายามเปิดเผยออกมา ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับแท่งเทียนแบบเวลา และที่สำคัญช่วยให้ท่านเข้าเทรดทองได้ถูกช่วงเวลา เพราะว่า tick chart เป็นตัวบอกเรื่องของ volatility ที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

XM Global Limited