กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

รูปแบบ การเทรดForex มีแบบไหนบ้าง มาเลือกแบบที่เหมาะกับตัวคุณกัน

  • 0 replies
  • 1,232 views
รูปแบบ การเทรดForex มีแบบไหนบ้าง มาเลือกแบบที่เหมาะกับตัวคุณกัน

รูปแบบการเทรดต่างออกไปตามสไตล์การเทรดของแต่ละเทรดเดอร์ที่กำหนดว่าจะเทรดแบบไหน ระยะสั้นหรือระยะยาว จะทำให้การกำหนด trade setup และการกำหนด take profit และ stop loss ต่างกันออกไป พร้อมต้องรู้ว่าต้นทุนการเทรดแต่ละรูปแบบมีมากหรือน้อย มีต้นทุนที่ผันผวนหรือแฝงอยู่หรือไม่ จะได้กำหนดรูปแบบการเทรดที่เหมาะกับตัวเองได้

รูปแบบการเทรดแบ่งตามการถือออเดอร์ที่เปิดเทรด


วิธีการที่ง่ายสุด เน้นไปที่รูปแบบระยะการถือออเดอร์ที่เปิดแบบไหน เช่นสั้นหรือนาน เลยพอจะกำหนดรูปแบบได้ดังนี้ Scalp Trading, Day Trading, Swing Trading และ Position Trading แต่ละรูปแบบเงื่อนไขการกำหนด trade setup ก็จะต่างกันออกไป ต้นทุนการเทรดก็จะมีต่างกันออกไป เช่นถ้าออเดอร์ที่เปิดมีการถือข้ามวัน ถ้ารูปแบบบัญขีที่เปิดเทรดต้นทุนการเทรด แม้จะแบ่งออก 2 แบบหลักๆ คือแบบที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นรวมต้นทุนที่สเปรด และแบบแยกค่าคอมมิชชั่น รูปแบบนี้เป็นต้นทุนที่ต้องเกิดสำหรับทุกออเดอร์ที่เปิดเทรด และอีกอย่างถ้าปล่อยถือออเดอร์ข้ามวันหรือหลายวันไปก็จะมีต้นทุนที่เรียกว่าค่า SWAP ที่ถือออเดอร์ข้ามวันที่เกิดขึ้นแต่ละวันอีก ถ้าบัญชีที่เปิดเทรดไม่ใช่บัญชี SWAP FREE เมื่อมองกลับไปที่รูปแบบ Scalp Trading และ Day Trading เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการปิดการเทรดภายในวัน ส่วน Swing Trading และ Position Trading ก็จะเห็นการเทรดที่มีการถือออเดอร์ที่เปิดมากกว่า 1 วันขึ้นได้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนแล้วแต่ Swing Trading จะเน้นเทรดเพื่อหวังกำไรจากการคาดการณ์การเคลื่อนไหวราคาพวก Swing High และ Swing Low  ส่วน Position Trading ก็จะถือออเดอร์นานขึ้นไปอีก ส่วนมากพวกเทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Position Trading จะเน้นการเทรดแบบตามข้อมูลพื้นฐานของสินค้านั้นๆ เป็นหลัก


Scalp Trading เน้นเข้าเร็วออกเร็ว


หลักการเทรดทั่วๆ ไปไม่ว่าจะเป็นแบบไหน  สิ่งแรกที่ต้องมีคือการกำหนดกรอบ เพื่อคำนวณภาพรวมของการเคลื่อนไหวเพื่อให้เข้ากับการเทรด การ Scalping เป็นรูปแบบการเข้าที่เน้นการเข้า-ออกจากตลาดเร็ว สะสมที่ละไม่กี่ pips และเปิดเทรดบ่อยเมื่อโอกาสเกิดขึ้นในแต่ละวัน โอกาสสำหรับเทรดแนวนี้ก็จะเยอะมาก ยิ่งถ้าดูหลายๆ คู่เงินประกอบโอกาสก็จะเยอะมากขึ้น ต้นทุนการเทรดก็จะเยอะตาม ถ้าเลือกบัญชีเทรดไม่เป็น การเทรดแบบนี้แนะนำให้เลือกบัญชีแบบมีค่าคอมมิชชั่นเพราะสเปรดจะน้อย และแนะนำให้เทรดตอนที่ตลาดเกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เปิดเพราะสเปรดส่วนมากจะน้อย รูปแบบการเทรดก็จะต่างกันออกไป เช่นเทรดด้วยหลักการ Momentum จะเน้นเทรดเมื่อเห็น Momentum เป็นหลัก แล้วหาโอกาสเก็บ pips จาก Momentum นั้นๆ ตามที่ภาพประกอบจะเห็นว่าโอกาส scalping เกิดขึ้น เมื่อเห็นว่าขาใหญ่เข้าเทรดด้วย Momntum แล้วรอราคากลับมาเทส ตรงที่ราคาเบรคก็เข้าเทรด TP บริเวณพื้นที่ High เดิมของ Momentum และ SL ก็ไม่มาก ลงต่ำกว่าจุดเบรคเล็กน้อย การถือออเดอร์เน้นถือภายในกรอบที่กำหนด
Day Trading หวังสะสมกำไรจากการเคลื่อนไหวราคาในแต่ละช่วง


การเทรดแบบ Day trading แม้ว่าการถือออเดอร์ที่เปิดจะเน้นที่ไม่เกินวัน เคลียร์ออเดอร์ให้จบเป็นวันๆ ไป เพราะไม่อยากแบกรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการถือออเดอร์ข้ามวันหรือค่า SWAP และนอกจากนั้นที่สำคัญสุด ไม่อยากให้การถือออเดอร์ที่ค้างไปกระทบวันต่อไปของการเทรด เพราะตลาดฟอเรกในแต่ละวัน volatility ไม่เหมือนกัน บางวันมากบางวันน้อย หรือวันนี้วิ่งขึ้นวันต่อมาวิ่งลง เป็นช่วงที่ราคาทำ corrective move ถ้าถือออเดอร์ข้ามวันก็จะกระทบโดยตรงต่อกลยุทธ์การเทรดของวันต่อมาได้ โดยหลักการทั่วไป Day Trading ก็จะถือกรอบราคา Day เป็นหลักว่ารับการเคลื่อนไหวได้แค่ไหน กรอบของการเทรดก็จะเน้นมากขึ้นกว่าการเทรดแบบ scalping การสะสมกำไรก็จะหาโอกาสจากการเคลื่อนไหวยาวๆ ที่เกิดขึ้น

ภาพตัวอย่างนี้เป็นการเทรด day trading เป็นการเทรดแบบอิงร่องรอยที่ขาใหญ่เทรดเช่นกัน แต่จะตีกรอบราคา หรือกำหนด trade setup จาก H4 และระยะห่างการเคลื่อนไหวราคามาถึง 68 pips ต่อการเคลื่อนไหวต่อการเทรด ดังนั้น risk:reward ก็จะมากกว่าการเทรดแบบ scalping หลายเท่า สำหรับชาร์ต H4 ก็จะใช้มองภาพรวมสำหรับกำหนดเงื่อนไข และใช้ชาร์ต H1 เพื่อกำหนดจุดเข้าเทรด แล้วก็อิง Risk:Reward ต่างกันออกไป ภาพนี้จะเห็นว่าจุดที่เข้าเทรด หลังจากที่บอกว่า Stop Hunting เกิดขึ้น การเทรดจริงถ้าชำนาญอาจกำหนด Buy limit ไว้แถวเส้นแนวรับด้านล่างได้ แต่ถ้าเทรดหลังจากเห็นร่องรอยว่ามีการล่า stop บ่งบอกว่าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่จริง มีข้อเสียนิดหน่อยคือ ราคาได้วิ่งไปบ้างแล้ว ทำให้สัดส่วน Risk:Reward ไม่ดีเท่าด้านล่างตรงเส้น แต่ความเป็นไปได้จะสูงขึ้นและมีพื้นที่กำหนด stop loss ที่ชัดเจนและโอกาสที่ราคาลงมาแตะน้อยด้วย เมื่อมองจากการเคลื่อนไหวจะเห็นว่าหลังจาก Stop Hunting ราคาขึ้นอย่างเดียวถึง เส้นสีแดงข้างบน ประมาณ 40 pips ได้แบบรวดเร็ว

Swing Trading เทรดอิงจุด swing high/low


หลักการเทรดแบบ Swing Trading การถือออเดอร์ที่เปิดเทรดก็จะมีตั้งแต่หลายวันขึ้น ภาพรวมการเทรดก็จะมองจากจุด swing ของ timeframe ใหญ่เป็นหลัก เช่นมองชาร์ต D1 เป็นกรอบ swing เปิดเทรดแล้วก็รอ การเปิดเทรดส่วนมากก็จะรอให้ Swing point เปิดเผยก่อน และเห็นว่าราคาอยากไปจริงๆ เพราะเทรดเดอร์พวกนี้หวังผลกำไรจากการเคลื่อนไหวระยะยาวระหว่างจุด swing points ต้นทุนอีกอย่างที่จะเกิดคือค่า SWAP ที่ถือออเดอร์ข้ามวัน เทรดเดอร์พวกนี้จะเน้นเปิดบัญชีเทรดแบบต้นทุนไปรวมที่สเปรด เพราะไม่ได้เปิดเทรดบ่อยแบบ scalping หรือ day trading ส่วนการกำหนด stop loss และ take profit จะอิงจุด swing เป็นหลักก็จะกว้าง เพราะเป็นการอิงจุด swing จาก timeframe ใหญ่

Position Trading ถือรอออเดอร์ที่เปิดเทรดนานหลายอาทิตย์

รูปแบบการเทรดแบบนี้จะเป็นการเทรดแบบถือรอนาน ส่วนมากเทรดเดอร์ที่เทรดแนวนี้ จะเป็นการเทรดตามข้อมูลพื้นฐาน (fundamental information) ของสินค้าหรือค่าเงินที่ต้องการเปิดเทรด ไม่ได้คาดหวังผลทันที เพราะเทรดเดอร์พวกนี้รู้ว่าไม่ว่าราคาจะมีการปั่นขึ้นหรือลงในแต่ละวัน แต่สุดท้ายก็จะได้รับผลจากข้อมูลพื้นฐานของค่าเงินนั้นๆ อยู่ดี การเทรดแบบนี้ก็จะเหมาะกับเทรดเดอร์ที่ไม่มีเวลาดูหน้าจอ หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการเทรดสะสมกำไร ไม่ให้การขึ้นลงของการเคลื่อนไหวรายวันของตลาดมารบกวนการตัดสินใจ
จะเห็นว่ารูปแบบการเทรดต่างกันออกไปตามการถือออเดอร์เป็นหลัก แต่รูปแบบเป็นแค่พื้นฐานในการมองเท่านั้น แต่ในการเทรดจริงก็มีการประยุกต์ผสมกันไป เช่นการเทรดแบบ Day Trading ถ้าอิงกับข้อมูลที่มาจากการเทรดแบบ Swing Trading ด้วย นอกจากนี้การถือข้ามวันก็จะสามารถทำกำไรได้มากขึ้นด้วย และจะทำให้ไม่พลาดโอกาสที่มีการเคลื่อนไหวแรงๆ เกิดขึ้นได้


 

XM Global Limited