THE NEXT 90 DAYS : ทองคำ
สำนักวิเคราะห์ของ FortFS ได้ทำการศึกษาเพื่อประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอีก 90 วันข้างหน้า พบว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดความผันผวนมากขึ้น และราคาจะมีทิศทางเคลื่อนไหวแบบสวิงกลับไปมาจนถึงสิ้นปี 62 โดยขณะนี้ตลาดหุ้นได้ขยับมาเคลื่อนไหวอยู่ในโซนที่ดึงดูดการลงทุน และสะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายทุนของโลกโดยรวม เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดทุนที่มีการกระจุกตัวสูงมาก
นอกจากนี้ การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปของกลุ่ม EU ในห้วง 23–26 พ.ค.62 ก็ จะเป็นสิ่งชี้ชะตากรณี Brexit รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายทั้งภายนอกและภายในสหภาพยุโรป และบทบาทของชาติแกนนำกลุ่ม EU ด้วย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสกุลเงิน EUR/USD และ GBP/USD ต่างอ่อนค่าลงสอดคล้องกับบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างพากันหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง โดยหันไปถือครองเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แทนเงินยูโรและเงินปอนด์
แต่ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ก็ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการลงทุนในธุรกิจของทั้งสองมหาอำอาจ หลังจากการเจรจาที่ผ่านมาล้มเหลวและสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งกร้าวของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอมกันได้ โดยต่างต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองให้ถึงที่สุดไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยผลกระทบร้ายแรงเพียงใด
ดังนั้น การเผชิญหน้าดังกล่าวจึงทำให้ราคาหุ้นทั้งในฝั่งสหรัฐฯ เอเชีย และยุโรป หยุดชะงักและอยู่ภายใต้แรงกดดันของกระแสข่าวต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเป็นรายวัน โดยตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างๆ ก็มีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่จะหลบเลี่ยงผลกระทบของสถานการณ์นี้ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ผันผวนไปตามข้อมูลใหม่ๆ ซี่งออกมาเป็นรายวัน โดยจะยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีแนวทางทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชัดเจนต่อการคลี่คลายความตึงเครียดของสหรัฐฯ กับจีน
นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งใหม่ของอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 63 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลมากต่อการลงทุน โดยขณะนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกกดดันอย่างหนักหน่วงจากฝ่ายเดโมแครตที่จะเข้ามาท้าชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยหน้า ประกอบกับข่าวลือที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ ของการสืบสวนพฤติการณ์คอรัปชั่นของนักการเมืองโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งจะถูกใช้เป็นอาวุธเล่นงานกลุ่มการเมืองต่างๆ ในตลอดปีที่จะถึง และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วย
จากสาเหตุที่กล่าวมา จึงทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายทุนไปยังสกุลเงินที่มีความเสถียรมากกว่า เช่นเดียวกับแนวโน้มที่จะมีการไหลเวียนของเงินลงทุนไปถือครองหุ้นของธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา ที่จะให้อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา ดอลล่าร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าได้ต่อเนื่อง แต่สถานการณ์กำลังเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้ดอลล่าร์สหรัฐฯ สูญเสียความแข็งแกร่ง และจะทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในอีกไม่นานนี้
ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดทุนในยุโรปและสหรัฐฯ จะซบเซาลง แต่ก็นับว่ายังมีศักยภาพในการเผชิญความผันผวนระยะยาวได้สูงกว่าตลาดทุนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นภูมิภาคเอเชีย แคริบเบียน และอเมริกาใต้ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีมูลค่าลงอย่างมาก จากกระแสไหลออกของเงินทุนไปยังสหรัฐฯ
สรุป : ทองคำมีแนวโน้มจะกลับมาแข็งค่าภายในกลางปีนี้ คาดว่าจะเกิดความผันผวนของราคาหุ้น และการชะลอตัวในการลงทุนของโลกโดยรวม ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้น โดยมีปัจจัยหลักมาจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ความขัดแย้งประเด็นอิหร่าน ข่าวลือของการสืบสวนกรณีทุจริตของนักการเมืองสหรัฐฯ และการเลือกตั้ง ปธน.อเมริกา ในปี 63 รวมถึงข้อมูลข่าวสารอีกหลายประการซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะ และจะถูกนำมาขยายผลในการนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก
--------------------------------------
สนับสนุนข้อมูลโดย FortFS
https://www.facebook.com/ffs.trading.th/