กูรูเศรษฐกิจเตือน! นโยบาย "ทรัมป์" อาจจุดชนวน "มหาวิกฤตเศรษฐกิจ" (Mother of All Recessions) ที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆในขณะที่การเลือกตั้งสหรัฐฯ กำลังร้อนระอุ อีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองด้วยความกังวลคือ ทิศทางเศรษฐกิจหาก
"โดนัลด์ ทรัมป์" ได้กลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้ง ล่าสุด
นูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของฉายา "Dr. Doom" ผู้ที่เคยทำนายวิกฤตการเงินปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่อาจสั่นคลอนเศรษฐกิจโลก
บทความนี้จะสรุปประเด็นสำคัญว่าทำไมแผนเศรษฐกิจของทรัมป์ ถึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงระดับ
"Mother of All Recessions" และส่งผลกระทบอย่างไรต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
1. ความเสี่ยงจากนโยบายภาษีศุลกากร (Tariffs War)หนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์หาเสียงคือการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าที่สูงลิ่ว โดยมีแผนจะเรียกเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าสหรัฐฯ และอาจสูงถึง 60% สำหรับสินค้าจากประเทศจีน
รูบินี วิเคราะห์ว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่สงครามการค้าธรรมดา แต่มันคือการสร้าง
"Stagflationary Shock" หรือ ภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง เพราะ:
- ราคาสินค้าแพงขึ้น: ภาษีนำเข้าจะถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค ทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทันที
- ห่วงโซ่อุปทานชะงัก: การค้าระหว่างประเทศจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทั่วโลก
- เงินเฟ้อกลับมาระบาด: เมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะจัดการกับเงินเฟ้อได้ยากขึ้นกว่าเดิม
2. นโยบายกีดกันแรงงานข้ามชาติ กับภาวะขาดแคลนแรงงานอีกหนึ่งนโยบายที่แข็งกร้าวคือการเนรเทศแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล แม้จะดูเป็นผลดีในมุมมองความมั่นคง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ รูบินีมองว่านี่คือหายนะของภาคการผลิตและบริการ
เมื่อแรงงานราคาถูกหายไปจากระบบอย่างกระทันหัน จะเกิดภาวะ:
- ค่าจ้างพุ่งสูงขึ้น (Wage Inflation): นายจ้างต้องขึ้นค่าแรงเพื่อแย่งชิงคนทำงาน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นอีกทอดหนึ่ง (Wage-Price Spiral)
- เศรษฐกิจชะลอตัว: ภาคธุรกิจขาดแคลนคนทำงาน ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้น้อยลง กดดัน GDP ให้ต่ำลง
3. การแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับเสถียรภาพทางการเงินคือ แนวคิดของทรัมป์ที่อาจต้องการลดความเป็นอิสระของ Fed หากประธานาธิบดีสามารถสั่งลดดอกเบี้ยได้ตามใจชอบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นโดยไม่สนเงินเฟ้อ:
- ความเชื่อมั่นพังทลาย: นักลงทุนจะหมดความเชื่อถือในค่าเงินดอลลาร์
- เงินเฟ้อคุมไม่อยู่: หากดอกเบี้ยถูกกดให้ต่ำเกินจริงในขณะที่เงินเฟ้อสูง จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ในระยะยาว
4. ภาวะ Stagflation ที่รุนแรงกว่ายุค 1970รูบินี เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าอาจเลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันในยุค 1970 เพราะปัจจุบันโลกมี "หนี้สิน" ท่วมหัว ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชน
หากเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจฝืดเคือง + เงินเฟ้อสูง) ธนาคารกลางจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก:
🔴 จะขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ก็กลัวเศรษฐกิจพังและหนี้เสียระเบิด
🔴 จะลดดอกเบี้ยช่วยเศรษฐกิจ ก็กลัวเงินเฟ้อพุ่งจนคุมไม่อยู่
นี่คือส่วนผสมที่รูบินีเรียกว่า
"Mother of All Recessions" หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด ที่อาจทำให้ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และเศรษฐกิจจริง พังทลายลงพร้อมกัน
บทสรุปสำหรับนักลงทุนคำเตือนของ Dr. Doom ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แม้จะเป็นเพียงการคาดการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) แต่หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ในสหรัฐฯ แต่จะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก ทั้งในเรื่องของการส่งออก อัตราแลกเปลี่ยน และภาวะเงินเฟ้อ
การเตรียมพร้อมรับมือความผันผวน การกระจายความเสี่ยง และการติดตามนโยบายเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในช่วงเวลานี้