กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

นูเรียล รูบินี เตือนนโยบายทรัมป์อาจก่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

  • 0 replies
  • 51 views
*

admin

  • 85,876

🚨 เตือนภัยระดับวิกฤต: เมื่อ "Dr. Doom" ออกโรงเตือน นโยบายทรัมป์อาจจุดชนวน "Mother of All Recessions"

ในแวดวงเศรษฐกิจระดับโลก ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ "นูเรียล รูบินี" (Nouriel Roubini) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับฉายาว่า "Dr. Doom" จากผลงานการทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ล่าสุดเขาได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง โดยระบุว่าหาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีและดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ โลกอาจต้องเผชิญกับหายนะทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ หรือที่เขาเรียกว่า "Mother of All Recessions"

บทความนี้จะสรุปประเด็นสำคัญว่าทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงน่ากังวล และมันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลกและกระเป๋าเงินของคุณ



🔥 1. กำแพงภาษีมหาโหด: จุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อรอบใหม่

หนึ่งในนโยบายหลักของทรัมป์คือการตั้งกำแพงภาษี (Tariffs) แบบสุดโต่ง โดยมีแผนจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดจากทั่วโลก และสูงถึง 60% สำหรับสินค้าจากจีน

รูบินีชี้ให้เห็นว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่การกีดกันทางการค้า แต่คือการ "ผลักภาระราคา" ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง เมื่อสินค้านำเข้าแพงขึ้น ผู้ผลิตในประเทศก็จะฉวยโอกาสขึ้นราคาตาม ส่งผลให้:
  • ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นทันที
  • ห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก (Supply Chain Disruption)
  • เกิดสงครามการค้าที่รุนแรงกว่าเดิม ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

📉 2. การเนรเทศแรงงานต่างด้าว: ภาวะขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างที่พุ่งสูง

นโยบายการเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ทรัมป์ประกาศไว้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน รูบินีวิเคราะห์ว่าการหายไปของแรงงานราคาถูกจำนวนมหาศาลจะทำให้:
  • เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคบริการ ก่อสร้าง และเกษตรกรรม
  • นายจ้างต้องขึ้นค่าจ้างเพื่อแย่งชิงแรงงาน
  • เมื่อต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้น ราคาสินค้าและบริการก็จะสูงขึ้นตาม (Wage-Price Spiral)
นี่คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อฝังรากลึกและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น

💸 3. การลดภาษีและการคลังที่ขาดดุล: หนี้สาธารณะที่จะระเบิด

ทรัมป์มีแผนที่จะต่ออายุนโยบายลดภาษีปี 2017 และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม แม้จะฟังดูดีสำหรับภาคธุรกิจ แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ นี่คือหายนะทางการคลัง

รูบินีเตือนว่า การลดรายได้รัฐในขณะที่รายจ่ายยังสูงจะทำให้:
  • การขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น
  • หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกแพงขึ้นตามไปด้วย

⚠️ Stagflation: ฝันร้ายที่แย่กว่าปี 2008

สิ่งที่รูบินีกังวลที่สุดไม่ใช่แค่เศรษฐกิจถดถอยธรรมดา แต่คือภาวะ "Stagflation" (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งเป็นภาวะที่จัดการยากที่สุด

  • ในวิกฤตปี 2008 เป็นภาวะเงินฝืด (Deflation) ธนาคารกลางสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการพิมพ์เงินและลดดอกเบี้ย
  • แต่ในกรณีของนโยบายทรัมป์ จะทำให้เกิดเงินเฟ้อในด้านอุปทาน (Supply Shock) ธนาคารกลางจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็จะพังพินาศ แต่หากลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะพุ่งทะยานจนควบคุมไม่ได้

รูบินีสรุปว่า การรวมตัวกันของ 3 ปัจจัยนี้ (ภาษีนำเข้า, ขาดแคลนแรงงาน, หนี้สาธารณะ) จะนำไปสู่ "Stagflationary Debt Crisis" หรือวิกฤตหนี้สินท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งอาจรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันในยุค 1970s เพราะปัจจุบันโลกมีหนี้สินสะสมสูงกว่าในอดีตมาก



💡 บทสรุปสำหรับนักลงทุน

คำเตือนของ Dr. Doom ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง ความผันผวนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และค่าเงินดอลลาร์จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง นักลงทุนควรจับตาดูผลการเลือกตั้งและทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ เช่น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนกำลังรออยู่ข้างหน้า
"เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปเอาชนะตลาด"

 

XM Global Limited