สิ่งแรกที่เทรดเดอร์ไม่ควรพลาดก่อนที่จะเทรด นั่นก็คือการรู้จักกับโครงสร้างของตลาด หรือ Market Structure ครับ เหตุผลก็คือหากเราเข้ามาเทรดโดยไม่รู้จักกับโครงสร้างตลาด แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะอ่านทิศทางของตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า Market Structure เป็นเครื่องมือที่จะช่วยบอกจุดเข้าออเดอร์ของเราได้ แต่เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเทรดสะมากกว่า
ถึงแม้ Market Structure จะไม่ใช่เครื่องมือหรืออินดิเคเตอร์ที่ช่วยในการหาจุดเข้า - ออกออเดอร์อย่างที่แอดได้เคยเขียนไปอย่างที่ผ่านๆมา แต่ครั้งนี้แอดอยากให้เทรดเดอร์ที่กำลังเทรดอยู่ หรือเป็นเทรดเดอร์ที่เพิ่งเข้ามาเทรดใหม่ๆได้รู้จักกับโครงสร้างตลาด Market Structure ให้เข้าใจพฤติกรรมของตลาดจริงๆก่อนที่จะลงมือเทรดกันครับ
สิ่งแรกที่ต้องรู้ คือเราจะต้องรู้ก่อนเลยว่าตลาดมีโครงสร้างการเทรดอยู่ 2 โครงสร้าง คือ โครงสร้างหลัก (Major) เทรดเดอร์จะใช้ในการดูภาพรวมของกราฟ จากการสังเกต Swing ใหญ่ๆ รวมถึงใช้ในการหาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งจากภาพรวมใหญ่ของตลาด ต่อมาคือโครงสร้างรอง (Minor) เทรดเดอร์จะใช้ในการหาจังหวะเข้าออเดอร์ ซึ่งโครงสร้างรองนี้ก็สามารถหาแนวรับแนวต้านได้เช่นกัน แต่จะไม่แข็งแกร่งเท่ากับโครงสร้างหลัก
เมื่อได้รู้จักกับโครงสร้างหลักและรองกันไปแล้ว ต่อมาก็จะเป็นในเรื่องของลักษณะพฤติกรรมการวิ่งของราคาตลาดกันบ้าง ว่ากราฟราคาที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันมันเรียกว่าอะไรบ้าง โดยราคาตลาดจะวิ่งเป็นเทรนต่างๆ 3 เทรนด้วยกัน
เทรนขาขึ้น (Up Trend) ลักษณะของราคากราฟมีการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ทำ Swing high ใหม่ และ เกิด Swing low ที่สูงขึ้น หรือก็คือมีการทำ HH (Higher High) และ LH (Higher Low) สูงขึ้น เมื่อเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นในตลาดหมายความว่าราคามีทิศทางที่สูงขึ้น เนื่องจากมีปริมาณการซื้อมาก เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้การสังเกตพฤติกรรมของราคานี้เพื่อหาจุดเข้า Buy เทรดไปในทางเดียวกับที่ตลาดกำลังเป็นเทรนขาขึ้นอยู่
เทรนขาลง (Dow Trend) จะตรงกันข้ามกับ เทรนขาขึ้น (Up Trend) เพราะลักษณะของราคากราฟมีการปรับตัวต่ำลงเรื่อยๆ ทำ Swing low ใหม่ และ เกิด Swing high ที่ต่ำลง หรือก็คือ มีการทำ LH (Lower High) และ LL (Lower Low) ต่ำลง เช่นกัน เมื่อเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นในตลาดหมายความว่าราคามีทิศทางที่ต่ำลง เนื่องจากมีปริมาณการขายมาก เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้การสังเกตพฤติกรรมของราคานี้เพื่อหาจุดเข้า Sell เทรดไปในทางเดียวกับที่ตลาดกำลังเป็นอยู่ก็คือเทรนขาลงนั่นเอง
ไม่เป็นเทรนใดเลย (Side Way) ส่วนลักษณะของตลาดที่มีพฤติกรรมเป็น Side Way ก็คือตลาดไม่เป็นเทรนไหนเลย คือมีการทำ Swing high และ Swing low ในระยะที่ไม่สูงขึ้นหรือไม่ต่ำลง ไม่เอนเอียงมากไม่ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ บ่งบอกได้ถึงตลาดเกิดความสับสนไม่มั่นใจ นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่จึงมองไม่ออกว่าควรจะซื้อหรือขาย ทำให้ราคาไม่ไปไหนจนกว่าจะมีสัญญานคอนเฟิร์มทิศทาง เช่น ข่าวหรือมีรายใหญ่เข้าตลาด
แต่ลักษณะของตลาดที่เป็น Side Way จะมี Pattern ของกราฟที่เทรดเดอร์สามารถเรียนรู้และศึกษาได้ เมื่อตลาดเกิดขึ้นตาม Pattern ดังกล่าวหมายความว่าราคาตลาดที่กำลังเป็น Side Way อาจจะมีการเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่เป็นเทรนที่ชัดเจนมากขึ้นครับ แต่ใช้ว่า เทรนต่างๆจะไม่มี Pattern นะครับ
ต่อมาแอดก็จะอธิบายถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของราคา หลังจากที่ราคามีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆแล้วที่แอดได้อธิบายไปข้างต้นแล้ว ในตอนที่กราฟราคาเกิดการกลับตัวไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม หรือตอนที่ตลาดมีเทรนทะลุราคาเดิมเรื่อยๆ ซึ่งศัพท์ของทางเทรดเดอร์ก็จะมีชื่อเรียกนั่นก็คือ CHocH และ Bos
CHocH (Change of Character) พฤติกรรมของราคา เมื่อกราฟราคายังเป็นเทรนใดเทรนหนึ่งอยู่ อย่างเช่น เมื่อกราฟกำลังเป็นเทรนขาขึ้น ทำ HH HL ไปเรื่อยๆ แล้วกราฟเกิดพุ่งต่ำลงไปจนเกิด LL ทำให้ทำลายโครงสร้างเดิมของเทรนขาขึ้น ลักษณะของกราฟแบบนี้ก็คือการเกิด CHocH นั่นเองครับ เทรดเดอร์ก็จะสังเกตการเปลี่ยนเทรนนี้เพื่อวางแผนการเทรดตามเทรนต่อไป
Bos (Break Of Structure) พฤติกรรมของราคา เมื่อกราฟราคามีลักษณะการพุ่งตัวที่ทะลุเลย Swing เดิมก่อนหน้าในเทรนต่างๆ หากเป็นเทรนขาขึ้น Bos จะเกิดจากการทะลุเลย HH (Higher High) ส่วนเทรนขาลง Bos จะเกิดจากการทะลุเลย LL (Lower Low) โดยพฤติกรรมของราคาที่เกิดขึ้นแบบนี้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ก็จะนำไปวิเคราะห์กับเทรนกราฟที่กำลังเกิดขึ้น หากมีการเกิด Bos เทรดเดอร์ก็อาจจะพิจารณาจุดที่เกิด Bos เข้าออเดอร์ตามเทรนได้
และทั้งหมดที่แอดได้อธิบายไปก็คือ Market Structure ลักษณะโครงสร้างของตลาด Forex ที่เทรดเดอร์กำลังเข้ามาทำกำไรกันนั่นเองครับ จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของตลาดสามารถบอกพฤติกรรมต่างๆของกราฟได้ ทำให้เราสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนการเทรด วางแผนการเข้าออเดอร์ในจุดต่างๆต่อไปได้ ซึ่งเทรดเดอร์บางคนที่ศึกษาและเข้าใจโครงสร้างตลาด สามารถหาจุดเข้าทำกำไรโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออินดิเคเตอร์ต่างๆเลยก็มีนะครับ ทุกคนก็เห็นแล้วว่าการรู้จักโครงสร้างของตลาดมีประโยชน์แค่ไหน แต่ถ้าจะให้ดีเทรดเดอร์ก็อาจจะดูโครงสร้างตลาดควบคู่ไปกับการใช้อินดิเคเตอร์อื่นๆเพื่อเพิ่มความแม่นยำก็ได้เช่นกันครับ