กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

🎯กลยุทธ์ จอร์จ โซรอส ชายที่ทำลายธนาคารอังกฤษ และถล่มค่าเงินบาท

  • 0 replies
  • 1,216 views
ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือนักลงทุนระดับมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ ยังคงมีบางสิ่งให้คุณเรียนรู้ได้จากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกอยู่เสมอ และหนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลก็คือ จอร์จ โซรอส ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่สะสมทรัพย์สมบัติมหาศาลด้วยความกล้าหาญในการลงทุน และสามารถคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง แล้วเขาทำมันได้อย่างไร? เขารู้ความลับอะไรอื่น ๆ ที่พวกเราไม่รู้? วันนี้เราจะมาติดตามดูสิ่งสำคัญบางอย่างที่ช่วยให้ โซรอส กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก


🧔ประวัติของ จอร์จ โซรอส

จอร์จ โซรอส เกิดเมื่อปี 1930 ที่กรุงปูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการีภายในครอบครัวของชาวฮังกาเรียนเชื้อสายยิว ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาไม่กี่ปีก่อนที่จักรวรรดินาซีของเยอรมันจะบุกเข้ายึดครองประเทศของเขา ทิวาดาร์ พ่อของเขาที่เป็นนักกฎหมายและเคยเป็นหนึ่งในเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีส่วนสำคัญในการพยายามปกป้องครอบครัวจากเงื้อมมือของเหล่านาซี โดยหนึ่งในวิธีการของเขาคือการซิกแซกกับเจ้าหน้าที่รัฐให้เปลี่ยนชื่อสกุลเดิมจาก "ชวาร์ตซ์" ที่บ่งบอกถึงความเป็นยิวมาเป็น "โซรอส"


ครอบครัวของเขามีชีวิตรอดจากการบุกยึดครองของนาซีในฮังการีและอพยพมาอยู่สหราชอาณาจักรในปี 1947 ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นอาชีพการเป็นโบรกเกอร์หรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในนิวยอร์กหลังจากเรียนจบที่ London School of Economics กองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งแรกของ โซรอส คือ Double Eagle ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1969 จนในปี 1973 เขาก็ได้ก่อตั้ง Soros Fund Management ที่กลายเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกองทุนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งการตัดสินใจลงทุนที่กล้าหาญของเขามีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จของกองทุนนี้

วิธีการหาเงินของ จอร์จ โซรอส🧐

โซรอส สร้างรายได้จากการลงทุน การเก็งกำไร และการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยมีจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้มหาศาลขึ้นมาผ่านการจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง Double Eagle ที่เป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งแรกของเขาก่อตั้งขึ้นในปี 1969 และจากผลกำไรที่ได้ก็นำมาใช้ในการจัดตั้งกองทุน Soros Fund Management ในปีถัดมา ก่อนที่เขาจะลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารของกองทุนแรกเนื่องจากปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์


ในเวลาต่อมา กองทุน Double Eagle ที่ยังคงดำเนินการผ่านการให้คำปรึกษาโดย Soros Fund Management ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Quantum Fund และหันมาเน้นรูปแบบธุรกิจด้านที่ปรึกษา โดยที่กองทุนดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึงปีละ 30% ระหว่างยุคปี 1970 ถึง 2000 ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนในแวดวง Forex ช่วยให้เขากอบโกยทรัพย์สมบัติด้วยการเก็งกำไรในตลาดสกุลเงิน ซึ่งหนึ่งในหลักฐานที่แสดงว่าเขาคือ "พ่อมดการเงิน" อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง คือตอนที่เขาเทขายเงินปอนด์อังกฤษในปี 1992 และทำกำไรได้ถึง $1 พันล้านภายในวันเดียว

ชายผู้ทำลายธนาคารกลางอังกฤษ🏦

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ โซรอส ได้รับสมญานามว่า "ชายผู้ทำลายธนาคารกลางอังกฤษ" ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ปี 1992 เมื่อเขาเริ่มต้น Short Sell เงินปอนด์ที่มีมูลค่ารวม $1 หมื่นล้าน วิธีการของ โซรอส คือยืมเงินในสกุลเงินอังกฤษและแปลงเป็นสกุลเงินเยอรมัน จากที่เขาเดิมพันว่าเงินปอนด์จะสูญเสียมูลค่าลง ซึ่งในท้ายที่สุดการทำนายของเขาถูกต้องจนส่งผลให้เขาทำเงินได้ถึง $1 พันล้านในวันนั้น

จากมุมมองของเขาที่เชื่อว่าค่าเงินปอนด์นั้นสูงเกินจริง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว UK เป็นส่วนหนึ่งของกลไกอัตราแลกเปลี่ยนของยุโรป (ERM) เนื่องจากการเตรียมตัวเพื่อกำหนดกรอบการเคลื่อนไหวของสกุลเงินแต่ละประเทศ ก่อนการประกาศใช้งานจริงของสกุลเงินยูโรในปี 1999 ERM จะคอยทำหน้าที่ตรึงค่าเงินปอนด์ไว้กับสกุลเงินหลักในกลุ่มประเทศแถบยุโรปเข้าด้วยกัน แต่จะให้น้ำหนักกับเงินมาร์คเยอรมันมากที่สุด อย่างไรก็ตาม โซรอส มั่นใจว่า UK จะต้องออกจาก ERM เนื่องจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย


และแล้วผลลัพธ์ก็เกิดขึ้นตามที่เขาคาดการณ์ไว้ UK ตัดสินใจออกจาก ERM และทำให้ค่าเงินปอนด์ดิ่งลง จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้บีบให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อยับยั้งการอ่อนค่าของเงินปอนด์ อย่างไรก็ตามนั่นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเนื่องจากเกิดภาวะถดถอยที่รุนแรงขึ้น ด้วยมูลค่าของเงินที่ทิ้งดิ่งหล่น โซรอส จึงตัดสินใจซื้อเงินปอนด์และทำให้มูลค่าของมันลดลงไปอีก สุดท้าย BoE จึงยอมยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงไว้ และทำให้เงินปอนด์กลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกเรียกขานกันในภายหลังว่า "Black Wednesday" จากที่ค่าเงิน GBP/USD ทำราคาสูงสุดในเดือน ก.ย. 1992 ที่ 2.00 ก็กลับร่วงลงมาจนเกือบแตะระดับ 1.40 หลังการแทรกแซงของ โซรอส หรืออ่อนค่าลงร่วม ๆ 30% เลยทีเดียว ก่อนจะกลายเป็นขาขึ้นอีกครั้งหลังการประกาศลอยตัวของ BoE จนทำให้เขาฟันกำไรไปได้เบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่า $1 พันล้าน

การโจมตีค่าเงินบาทของไทย💸

วีรกรรมเด็ดของ โซรอส นอกเหนือจากการถล่มค่าเงินปอนด์และที่คนไทยน่าจะรู้กันดีคือ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" โดยที่มาของมันต้องเริ่มย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนส.ค.ปี 1997 ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่เคยผูกติดค่าเงินไว้กับดอลลาร์มานานกว่าทศวรรษ โดยก่อนหน้านั้นรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมให้ธนาคารและภาคเอกชนกู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปล่อยกู้และอัดฉีดการลงทุนภายในประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่โดยปราศจากการป้องกันความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 บัญชีการค้าและการลงทุนของไทยก็ทรุดโทรมลง กิจการหลายแห่งเริ่มรู้ตัวว่าเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามข้อภาระผูกพันของหนี้ดอลลาร์ และมองเห็นได้ชัดว่าการตรึงค่าเงินบาทนั้นดูจะไม่ยั่งยืน ทางการไทยยกเลิกการตรึงค่าเงินเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 1997 และในทันทีที่ประกาศลอยตัวค่าเงินก็สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์เลวร้ายลงเพียงใด โดยในวันที่ 24 ต.ค. เงินบาทที่อยู่ในสถานะลอยตัวก็ได้อ่อนค่าลง 60% เมื่อเทียบกับดอลลาร์


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับไทยยังก่อให้เกิดกระแสการเก็งกำไรต่อสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย โดยในช่วงเวลาเดียวกัน รูเปียห์อินโดนีเซีย, ริงกิตมาเลเซีย และเปโซฟิลิปปินส์ต่างก็อ่อนค่าลง 47%, 35% และ 34% ตามลำดับ ตามแหล่งข่าวที่ล่วงรู้ถึงสถานะการลงทุนของกองทุน Quantum Fund ในขณะนั้นอ้างว่า โซรอส ใช้เงินไปเพียง $1 พันล้านจากสินทรัพย์ในคลังทั้งหมดของเขาที่ประมาณ $1.2 หมื่นล้าน สำหรับการเดิมพันกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเงินบาท มีเสียงเล่าลือกันหนาหูว่า เนื่องจากเขาวางเดิมพันเงินบาทไว้เป็นจำนวนมาก โซรอส จึงช่วยวิเคราะห์วิกฤตการเงินในเอเชียผ่านความสัมพันธ์ทางการเมืองของเขา ทว่า โซรอส ก็ไม่ใช่นักเก็งกำไรเจ้าใหญ่เพียงรายเดียวที่เข้ามากอบโกยผลกำไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กองทุน Tiger Fund ของมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน จูเลียน โรเบิร์ตสัน วางความเสี่ยงในการลงทุนถึงการเสื่อมค่าของเงินบาทไว้มากกว่า โซรอส ถึงเกือบ 3 เท่า ซึ่งถ้าหากจะมีใครซักคนที่อยากจะเห็นการล่มสลายของเงินบาทมากกว่าก็น่าจะเป็นเขาคนนี้ อย่างไรก็ตามเสียงส่วนใหญ่ต่างมุ่งโจมตีไปที่ โซรอส ว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในเอเชีย ในขณะที่ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้นก็กล่าววิพากษ์วิจารณ์ โซรอส ว่าเป็น "ไอ้งั่ง"


จากเหตุการณ์ดังกล่าว โซรอส ได้โต้แย้งว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ของเขาไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต แต่แท้จริงแล้วคือปฏิกิริยาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีต่อความรู้เกี่ยวกับการวางสถานะของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การขัดขืนของธปท. ด้วยความพยายามที่จะต่อต้านการลดค่าเงิน ธปท.ได้ซื้อเงินบาทด้วยดอลลาร์ในตลาด Forex พร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจำกัดการเข้าถึงเงินบาทของชาวต่างชาติในช่วง 2-3 เดือนแรก ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ได้ทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารลงไป

มันยังส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลงจาก $37.2 พันล้านในเดือนธ.ค. 1996 เหลือแค่ $30.9 พันล้านในเดือนมิ.ย. 1997 โดยไม่รวมถึงรายการนอกงบดุลเพื่อส่งมอบ $23.4 พันล้านดอลลาร์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าตลอดในช่วง 12 เดือน ในขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับเป็นเพียงการสร้างความเสียหายต่อภาคการเงินที่อ่อนแอของประเทศมากขึ้น โดยในเดือนพ.ค. 1996 มีหนี้เสียที่เกิดขึ้นกับธ.กรุงเทพมากกว่า $3 พันล้าน จนรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มกิจการ

ณ ตอนช่วงสิ้นปี 1996 อัตราตำแหน่งงานว่างของสำนักงานในเขตกรุงเทพฯมีสูงเกินกว่า 20% เช่นเดียวกับหนี้ภายนอกประเทศของไทยในขณะนั้นก็อยู่ที่ $1 แสนล้าดอลลาร์  ถึงกระนั้นในขั้นต้นการกระทำเหล่านี้ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อเกิดการ Short Squeeze ขึ้นในช่วงต้นปี 1997 Short Squeeze เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนและเทรดเดอร์ที่ลงมือไปตามสมมติฐานที่ว่ามูลค่าของสินทรัพย์ (โดยปกติคือหุ้นแต่ในที่นี้คือเงินบาท) กำลังจะร่วงลงแต่มันกลับพุ่งขึ้นแทน หากแต่มาตรการดังกล่าวเป็นการใช้งบทั้งหมดของธนาคาร โดยไม่มีอะไรเหลือไว้ปกป้องสกุลเงินหากนักเก็งกำไรเหล่านั้นหวนกลับมา


แล้วก็เป็นจริงดังคาด กองทุน Quantum Fund ได้รับความเดือดร้อนเพียงเล็กน้อยจากมาตรการครั้งนี้ พวกเขาใช้การลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สเพื่อเดิมพันกับค่าเงินบาท ดังนั้นกองทุนจึงสามารถเปิดสถานะได้ตลอดช่วงระยะเวลาของความผันผวนและเฝ้ารอคอยจุดจบอย่างใจจดใจจ่อ แผนการตอบสนองของธปท.ที่กลายเป็นเรื่องตลกขบขันในสายตาของบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ ยิ่งกลายเป็นแรงดึงดูดให้บรรดากองทุนเหล่านั้นและกลุ่มนักเก็งกำไรทั่วโลกเข้ามาวางเดิมพันกับค่าเงินบาทมากขึ้น

โดยหลังจากประสบความสำเร็จกับการต่อสู้กับเหล่านักเก็งกำไรในช่วงต้นปี 1997 สุดท้ายความพยายามของธปท.ก็พังย่อยยับจากงบประมาณที่หมดลงในเดือนส.ค. จนทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงและ โซรอส กับนักเก็งกำไรคนอื่น ๆ ก็กอบโกยกำไรกันไปถ้วนหน้า อย่างไรก็ตาม โซรอส ได้ความเห็นเอาไว้ว่า แม้ว่าปัญหาของไทยจะขยายตัวออกไปถึงจนขั้นเป็นวิกฤตระดับโลก แต่ประเทศก็จำเป็นต้องลดค่าเงินลงและหากธนาคารกลางไม่สูญเสียเงินสำรองทั้งหมดเพื่อต่อสู้กับกลุ่มกองทุน ก็อาจมีการปรับสมดุลที่เป็นระเบียบมากขึ้น

"ตัวอย่างเช่น การ Short Sell เงินบาทในเดือนม.ค. 1997 กองทุน Quantum Fund ที่อยู่ในการดูแลจัดการโดยบริษัทของผมได้ส่งสัญญาณเตือนตลาดว่า ค่าเงินบาทอาจถูกประเมินค่าสูงเกินไป"
"หากรัฐบาลตอบสนองต่อปริมาณเงินทุนสำรองที่ลดลงของพวกเขา การปรับตัวจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้และความเจ็บปวดก็จะลดน้อยลง แต่ทางการกลับยอมให้เงินสำรองของพวกเขาหมดลงและยอมหยุดก็ตอนที่หายนะได้เกิดขึ้นแล้ว"



แม้ว่า โซรอส จะคาดการณ์ถูกต้องหลายครั้งเกี่ยวกับตลาดหุ้น แต่การเดิมพันของเขาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งหมด ตัวอย่างเช่น แม้ว่าเขาจะทำนายเหตุการณ์ล่มสลายของตลาดหุ้นทั่วโลกได้อย่างถูกต้องในปี 1987 แต่เขาก็คาดการณ์ผิดว่าตลาดในหุ้นญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในปี 1992 เขากลายเป็นข่าวพาดหัวจากการคาดการณ์อย่างถูกต้องถึงการตัดสินใจของ UK ที่จะออกจากกลไกอัตราแลกเปลี่ยนของยุโรป (ERM) โดยทำกำไรจากตลาด Forex ได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ต่อมาในปี 1997 โซรอส ได้รับการกล่าวขานไปทั่วถึงการโจมตีค่าเงินที่รวมถึงค่าเงินบาท และยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับวิกฤตการเงินของเอเชียในปีต่อมา โดยมีรายงานระบุว่าเขายังมีส่วนทำให้ค่าเงินริงกิตมาเลเซียลดลง

จากการรายงานของนิตยาสาร Forbes ในปี 2020 ระบุว่า โซรอส เป็นบุคคลที่ร่ำรวยสุดอันดับที่ 162 ของโลกด้วยทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมประมาณ $8.3 พันล้าน โดยที่เจ้าตัวบริจาคเงินเพื่อการกุศลคิดเป็นสัดส่วนถึง 64% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่ ปัจจุบันในวัย 92 ปี เขาวางมือจากการลงทุนและเน้นการทำงานด้านการกุศลและการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านมูลนิธิ Open Society Foundation ของตนเอง โดยเมื่อปี 2020 ทางมูลนิธิได้ประกาศแผนมอบเงินจำนวน $220 ล้านเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้านเชื้อชาติและการมีส่วนร่วมของสังคม


 

XM Global Limited