ขาใหญ่เทรดอย่างไร หลักการและกลยุทธ์
เทรดเดอร์ประเภทขาใหญ่ คือเทรดเดอร์ที่เทรดด้วย Volumes ในการเข้าเทรดหรือออกเทรดเยอะมาก ดังนั้น เมื่อกล่าวขาใหญ่ไม่ว่าจะเข้าเทรดหรือออกเทรด เพราะการออกจากการเทรดเท่ากับเป็นการเปิดเทรดฝั่งตรงข้าม Position ที่จะออกเทรด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะได้ยินกลยุทธ์การเทรดต่างๆ ที่มุ่งเน้นเทรดตามขาใหญ่ และการทำกำไรในตลาดการเทรด การที่จะเกิดกำไรได้ ต้องมีอีกฝ่ายที่จับคู่ออเดอร์ที่เปิดเทรดเสีย และเนื่องจากขาใหญ่เข้าเทรดด้วย Volumes เยอะมาก สามารถดันราคาได้ตามที่ต้องการ ขาใหญ่เลยสามารถสร้างกำไรได้เป็นหลัก ที่อาจได้ยินคำที่บอกว่า 90% ของเทรดเดอร์เสียเป็นหลัก และ 10 % สามารถทำกำไรได้ เพราะ 10 % คือขาใหญ่เป็นหลัก [บทความนี้ อธิบายด้วยหลักการ Market structure เพื่อให้เข้าใจการเทรดของขาใหญ่]
ขาใหญ่ หรือ Smart Money หรือ Market Makers จะหมายถึงเทรดเดอร์ที่เทรดด้วย Volumes เช่น เทรดเดอร์สถาบัน เทรดเดอร์ธนาคาร เทรดเดอร์พวกเฮดฟัน เป็นต้น ที่มีการเทรดด้วยจำนวนมาก ที่สามารถสร้างความไม่สมดุลย์ระหว่าง Demand/Supply ณ จุดที่พวกเขาเข้าเทรดได้ หรือมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาได้ ดังนั้น ถ้าเทรดเดอร์ ส่วนมากจะเป็นรายย่อยที่เทรดสวนขาใหญ่ก็จะสูญเสียเป็นหลัก เพราะจำนวนการเข้าเทรดน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะมีอิทธพลต่อการเคลื่อนได้ ดังนั้นขาใหญ่เข้าเทรดจุดประสงค์เพื่อทำกำไรในตลาดเป็นหลัก
หลักการเทรดของขาใหญ่ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการเทรดเกิดขึ้นได้อย่างไร Trading transaction หรือผลการจับคู่ออเดอร์สองฝั่ง จาก Sell และ Buy ออเดอร์ ณ ราคาและ Volume เท่ากัน ที่เวลาเดียวกัน ก็จะมี Spread เข้ามาประกอบระหว่าง Sell (Ask price) และ Buy (Bid price) เพราะเป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์ หรือบางโบรกเกอร์มีการกำหนด Spread ที่แน่นอน หรือ Fixed Spread สำหรับแต่ละสินค้า บางโบรกเกอร์ก็ปล่อยตาม Liquidity ของตลาด แต่เป็นการคิดค่า Commission แต่ละ Trading transaction การเปิดเทรดและมีออเดอร์ตรงข้าม ณ จุดที่ท่านต้องการเปิดเทรดเพียงพอ การมีออเดอร์ตรงข้ามรอ ณ จุดที่ต้องการเปิดเทรดเรียกว่า Liquidity ถ้าออเดอร์ตรงข้ามไม่พอ ก็เรียกว่า Liquidity ไม่พอ ราคาก็จะวิ่งไปหาออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาต่อไป หรือหา Liquidity ที่ราคาถัดไป ดังนั้น ออเดอร์ตรงข้ามหรือ Liquidity ตรงข้ามถ้าไม่พอกับออเดอร์ที่เราเปิดเทรด ราคาก็จะเคลื่อนไหว ด้วยความเข้าใจนี้ กลับมาที่ว่าขาใหญ่เทรดด้วยจำนวน Volumes มาก ดังนั้น พวกเขาต้องการออเดอร์ตรงข้าม หรือ Liquidity มากพอ ณ พื้นที่ที่พวกเขาเปิดเทรด ถ้าออเดอร์ตรงข้ามไม่พอ ก็จะมีการเคลื่อนอย่างแรงเกิดขึ้นให้เห็น เพราะว่า Trading transactions เกิดจากการจับคู่ออเดอร์ การเคลื่อนไหวยาวๆ และแรงเพราะ Liquidity หรือออเดอร์ตรงข้ามไม่พอนั่นเอง นั่นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยออกมาว่า เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงพื้นที่นี้ เทรดด้วย Volumes มาก คำถามก็คือ ใช่ขาใหญ่หรือเปล่า
ก่อนจะอธิบายต่อ มาดูที่ชารต์ที่เป็นการแสดงถึง Trading transactions ที่เกิดขึ้นแต่ละช่วง Period ของแท่งเทียน คือ แต่ละแท่งเทียน Candlesticks ประกอบด้วย ราคา Open, High, Low และ Close บอกว่ามีการเปิดเทรดขึ้นช่วงราคาไหน และเวลาเท่าไรของแท่งเทียน [บทความนี้ ไม่ได้อธิบายเรื่องของ Volumes แต่เป็นการมุ่งเน้นให้เข้าใจหลักการเทรดของขาใหญ่ว่าเทรดอย่างไร] ดูที่เลข 1 แท่งเทียน Bullish ยาวๆ ที่ลูกศรชี้เกิดขึ้นเพราะว่า Liquidity หรืออเดอร์ตรงข้ามไม่พอ นั่นบอกว่า Buy orders ทางที่เข้าเทรดและเกิน Sell orders มาก ณ แท่งเทียนนี้ เลยเกิดขึ้นได้ บอกว่าขาใหญ่เข้าเทรด ไม่งั้นไม่เกิดขึ้นเพราะว่าขาใหญ่เทรดด้วย Volumes เยอะ และมีผลต่อการเคลื่อนของราคา แต่มองมาที่พื้นที่ A และ B เมื่อขาใหญ่เทรดมาก และมีผลต่อราคาทำไมเมื่อเข้าเทรดแล้วไม่วิ่งไปต่อเลยเพื่อทำกำไรให้มากขึ้น ยิ่งขึ้นไปหาจากจุดที่เปิดเทรดยิ่งดี แต่ถ้า ต้องการเปิดเทรด ขาใหญ่เปิดเทรดตรงนั้น 100 ล้านล่ะจะทำอย่างไรถ้ามีออเดอร์ตรงข้ามหรือ Sell แค่ 40 ล้าน นั่นเลยทำให้ ราคาขึ้นไปตามแท่งเทียนยาวๆ ที่เลข 1 ถ้าขาใหญ่เปิดเทรดอีกที่เหลือ 60 ล้านที่ราคาต่อไป เขาไม่รู้ว่าออเดอร์ตรงข้ามจะพอหรือเปล่า ดังนั้นวิธีการที่ขาใหญ่ทำได้คือกระจายออเดอร์ และเข้าเทรดพื้นที่เดียวกันหลายรอบ เช่นอย่าง A และ B ที่ตามมา การดูราคาลงมาเพื่อเข้าเทรดให้ได้ตามจำนวนที่พวกเขาต้องการเทรด ขบวนการนี้ เรียกว่าช่วง Accumulation สะสมหรือทยอยเข้าตลาด สิ่งที่เปิดเผยออกมาชัดเจนคือ การเข้าเทรดพื้นที่ A และ B จะอยู่พื้นที่เดียวกันกับการเข้าเทรดตอนแรก เมื่อได้ตามต้องการพวกเขาก็จะดันราคาขึ้นไป ดูชาร์ตหลังจากจุด B
ขาใหญ่ต้องการ Liquidity เพื่อเทรดและออกเทรด
ภาพนี้อธิบายเพิ่มว่านอกจากขาใหญ่จะเทรดเยอะแล้ว พวกเขายังต้องการวิธีการว่าจะหาออเดอร์ตรงข้ามที่ต้องการ หรือ Liquidity ได้อย่างไรเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเทรดและออกเทรดของพวกเขา ส่วนอธิบายประเภทและการทำงานของออเดอร์ ประเภทออเดอร์มี 1. Market order คือออเดอร์ที่เปิดเทรด ณ ราคา Bid/Ask ปัจจุบันคือ เมื่อเปิดเทรด แสดงว่ารับออเดอร์ตรงข้าม ณ ราคานั้นทันที 2. Limit order (Buy limit, Sell Limit, Take Profit ของ Position ที่ต้องการออกจากตลาด) การเทรดจะเกิดขึ้นเมื่อราคาตลาดหรือ Market order ไปถึงส่วนของ Limit orders จะเพิ่ม Liquidity เข้า ณ ราคานั้น คือให้ Market order ไปจับคู่นั่นเอง ดังนั้น Limit order จะเพิ่ม Liquidity ส่วน Market order จะลด Liquidity และ 3. Stop order [Stop loss ของ Position และ Buy stop และ Sell stop] ส่วนของ Stop order จะเพิ่ม Liquidity และ เมื่อราคาไปแตะก็จะกลายเป็น Market order ทันที
ที่เลข 1 ดูที่ลูกศรชี้ เมื่อเกิดแท่งเทียน Bullish ยาวๆ ทำไมเกิด Bearish แท่งเทียนและมีหางหรือ Wick ยาวมากได้ เพราะว่าขาใหญ่เปิดเทรด พื้นที่ด้านล่างตามที่อธิบายด้านบน การปิดทำกำไร เท่ากับว่าพวกเขาต้องการเปิด Sell เนื่องจากพวกเขาเข้าเทรดเยอะ ถ้าจะปิดเลยต้องการ Buy order เยอะด้วย การปิดเทรดก็จะได้ Buy orders ที่มาจาก Trapped traders ด้านล่าง พร้อมทั้งเทรดเดอร์ที่เห็น Market structure เปลี่ยนเบรคขึ้นไปก็จะเทรดตามเทรนด้วย Buy orders ที่มาจาก Stop loss ของ Trapped traders และ Buy stop จาก Breakout เทรดเดอร์ คือพื้นที่ๆ หา Liquidity ได้ง่ายและทันทีเมื่อราคาไปแตะ ต่างจากเทรดเดอร์ที่รอเปิดเทรดเองตามเทรน เขาอาจเปิดเทรดหรือไม่ก็ได้ [Stop orders ถือว่าเป็น Liquidity แบบบังคับ] ที่เลข 3 ก็หลักการการหา Liquidity แบบเดียวกัน
การทำกำไรต่อเนื่องในการเทรดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราเข้าใจว่าขาใหญ่เทรดอย่างไร แล้วปรับกลยุทธ์การเทรดให้เข้ากับแนวคิดและวิธีการเทรดของขาใหญ่ ก็จะเพิ่มโอกาสการทำกำไรอย่างต่อเนื่องหรือเทรดตามขาใหญ่เป็น