WRB ช่วยในการเทรดทองอย่างไร
รูปแบบ Wide Range Bar เป็นอีกกลยุทธ์ทาง Price Action ที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นพื้นที่ที่เราสามารถหาได้ง่ายบนชาร์ตเรื่องของความไม่สมดุลย์ระหว่าง Demand/Supply ที่เปิดเผยออกมาผ่านแท่งเทียน เลยช่วยให้เรากำหนดพื้นที่นี้เข้ากับ Trade setup เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้สูงในการเปิดเทรด ด้วยการคาดหวังการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาไปถึงพื้นที่ WRB เพื่อหนุนทางที่เราเทรด เมื่อเข้าใจหลักการก็สามารถประยุกต์เข้ากับการเทรดต่างๆ ได้เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้สูง
รูปแบบ WRB เป็นอย่างไรรูปแบบแท่งเทียนที่เป็น WRB คือแท่งเทียนที่มีส่วน Body ขนาดยาว เมื่อเทียบกับแท่งเทียนรอบๆ มองด้วยสายตาบนชาร์ตแท่งเทียน ก็จะโดดเด่นเห็นชัดเจนได้ง่าย อย่างในภาพประกอบ WRB เป็นสิ่งที่บอกราคาทำเทรนใน timeframe ย่อยลงไป อาจได้ยินอีกชื่อเรียกกันว่า Trend Bar เช่นสำหรับ Bull WRB เมื่อดูแท่งเทียนก็จะเป็นราคาเปิดอยู่ใกล้ๆ Low และ ราคาปิดอยู่ใกล้ๆ High (แท่งเทียนเลข 1 2 และ 5 เป็นตัวอย่าง) ถ้าเป็น Bear WRB ราคาเปิดอยู่ใกล้ๆราคา High และราคาปิดอยู่ใกล้ๆราคา Low (แท่งเทียน 3 และ 4 เป็นตัวอย่าง) หลักการมองบนแท่งเทียนก็ดูแท่งเทียนที่มีส่วน Body ยาวๆ เมื่อเทียบกับแท่งเทียนรอบๆ ด้วยรูปแบบของแท่งเทียนเลยทำให้หาแท่งเทียน WRB ได้ง่ายเมื่อมองที่ชาร์ตไม่ว่าจะอยู่ timeframe ไหน
รูปแบบ WRB บอกอะไรสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราคาจบแท่งเทียนคือมีการเทรดพื้นที่นั้นๆ เพราะแท่งเทียนบอกถึง trading transactions ที่เกิดจากการ Sell และ Buy ของออเดอร์ที่มีการ match-and-fill ณ ราคานั้นๆ ที่ช่วงแท่งเทียน การเปิดเทรดเกิดขึ้นได้ ข้อมูลที่ได้จาก WRB มี
- มี trading transactions เกิดขึ้นในช่วงราคาแต่ละแท่งเทียนนั้นๆ จำนวน sell และ buy ออเดอร์พอๆ กัน
- เหตุผลเดียวที่ราคาสามารถปิดเหนือกว่าราคาเปิด แต่ละแท่งเทียน Bull WRB ได้ เพราะฝ่าย Buyers มากกว่าสามารถกำหนดทิศทางการเคลื่อนได้อย่างชัดเจน มีแต่ Buyers เปิดเข้าเทรดมากกว่าและเป็นหลักเลยทำให้ราคาวิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สำหรับ Bear WRB ประยุกต์ตรรกะตรงกันข้าม
- • WRB เป็นที่ที่บอกถึงความไม่สมดุลย์ระหว่าง Buy/Sell ออเดอร์อย่างชัดเจนสุดบนชาร์ตว่าเกิดขึ้นตรงพื้นที่ราคาไหนและตอนไหน เลยช่วยให้หาพื้นที่ Demand/Supply zone หรือพื้นที่แนวรับ-แนวต้านได้ง่าย
จากสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละแท่งเทียนเราสามารถบอกความสัมพันธ์ระหว่าง Demand/Supply แต่ละแท่งเทียนได้ว่า ผ่านเป็นกรองตลาดช่วงนั้นๆ มีการเข้าเทรดแบบ Aggressive จนทำให้เกิดแท่งเทียนแบบ WRB ออกมาอย่างชัดเจน [การเปิด Sell หรือ Buy แบบ Aggressive คือตอนนั้นมีแต่ market orders ข้างใดข้างหนึ่ง อย่างกรณี Bearish WRB มีแต่ Sell market order ที่มากเกิน buy limit orders ณ ราคานั้นๆ ได้หมด เลยทำให้ราคาลงไปได้อย่างเร็ว เลยทำให้เกิด Wide Range ได้อย่างง่าย เพราะมีแต่ออเดอร์ข้างเดียวที่มากกว่า – บอกถึงความไม่สมดุลย์ระหว่าง Sell ออเดอร์และ Buy ออเดอร์] นี้คือ trading transactions ที่เกิดขึ้นและเรารู้ได้จากแท่งเทียน และแต่ละแท่งเทียนมีจำนวน long positions และ short positions พอๆ กัน เพราะการเปิดเทรดจะเกิดขึ้นได้ มีการจับคู่ออเดอร์ตรงข้าม ด้วยจำนวนเท่ากัน ณ ราคาเดียวกัน ค่อยเกิดขึ้นได้
ความสำคัญอยู่ที่ว่า แท่งเทียน WRB เช่นอย่างภาพประกอบ Bearish WRB ด้วย Wide Range บอกว่ามี Sellers มากกว่า Buyers อย่างชัดเจน การที่แท่งเทียนบอก trading transactions ที่เกิดขึ้นช่วงราคานั้นๆ และราคาปิดล่างได้ห่างจากราคาเปิดเยอะมาก แทบแถว Low เลย ขนาดยาวของ Body บอกถึงความไม่สมดุลย์ระหว่าง Seller/Buyers อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นสิ่งที่แท่งเทียนที่เกิดขึ้นยังบอกว่าแต่ละแท่งเทียนมีจำนวนเปิดเทรดทั้ง sell และ buy เท่าๆ กัน แต่ที่ข้อมูลนี้ช่วยในการตัดสินใจเทรดอย่างไรในอนาคต คำตอบคือ การออกเทรดเท่ากับการเปิดเทรดออเดอร์ตรงข้ามทางที่เปิดเทรด ดังนั้น WRB เลยให้ข้อมูลตรงนี้ ช่วยให้หาพื้นที่ได้ง่ายว่าออเดอร์ที่มาจากการออกจากการเทรดจะมาจากตรงไหน
ตามภาพประกอบเช่น ท่านเปิดเทรด Buy ที่แท่งเทียน Bullish WRB เปิดเทรดเพราะก่อนนี้มีแท่งเทียน Bullish WRB นำหน้ามาและลงมาทดสอบแนวรับไม่ผ่าน ท่านเห็นพอดีเลยเปิดเทรดตาม แท่งต่อมาราคาเบรคขึ้นแต่แท่งเทียนขึ้นไม่มาก แต่ก็ถือว่าออเดอร์ที่เปิด Buy กำไร ณ แท่งเทียนต่อมา แท่งต่อมาเป็น Bearish พอๆ กับแท่งที่กำไร ท่านเริ่มคิดว่าราคาอาจลงมาจึงหาทางว่าจะจำกัดความเสี่ยงอย่างไร พอแท่งต่อมาอีกแท่งยาวๆ Bearish WRB ก็ว่าได้ กำไรน้อยลงทุกที จะมาถึงจุดเปิดแล้ว เลยกำหนด stop loss เข้าไป ตรงที่ต่ำกว่าแท่งเทียนที่เปิดเล็กน้อย จากสิ่งที่ยกมาท่านจะเห็นว่า เทรดเดอร์ที่เปิด แท่งเดียวกันกับท่าน พอเห็นราคาลงมาอาจกำหนด stop loss เหนือกว่าท่าน หรืออาจออกเองตั้งแต่แท่งเทียน Bearish เกิดขึ้นราคาไม่ไปต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเทรดเดอร์ที่เปิด Long positions พวกนี้ [ถ้าแท่งเทียน timeframe ใหญ่ก็จะมีจำนวนเทรดเดอร์เปิดเยอะด้วย] ก็จะหันมาออกจากการเทรดเป็นหลักเพื่อจำกัดการสูญเสีย เท่ากับว่าเปิด Sell ตรงที่ที่พวกเขาออก ดังนั้นพื้นที่ WRB ถ้าราคาลงมาอีกรอบก็จะเป็นพื้นที่ที่เทรดเดอร์ที่เปิด Buy ตอนที่ราคาขึ้นไป ออกจากตลาดด้วยการปิด เท่ากับเปิดเทรดออเดอร์ตรงข้าม นั่นเลยทำให้ทำไมราคาวิ่งผ่านแท่งเทียนหรือพื้นที่แท่งเทียน WRB ได้ง่าย
สิ่งที่ WRB ให้เราเห็นชัดเจนคือ เราสามารถคาดหวังการตัดสินใจเพราะการเคลื่อนของราคาที่เปลี่ยนไป ถ้าสวนทางจากเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดในพื้นที่ WRB หรือต่อเนื่องได้ง่ายว่าจะจัดการออเดอร์ตรงไหนถ้าราคาวิ่งสวนพวกเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะเกิด Market orders ตรงข้ามกับที่พวกเขาเปิด เพราะตอนที่เกิด WRB มีแต่ออเดอร์ด้านเดียว พอออกจากการเทรด ออเดอร์อีกด้านก็จะมากขึ้นไปด้วย เลยทำให้ราคาวิ่งผ่านพื้นที่ได้ง่าย