สร้างกลยุทธ์สำหรับเทรดทองด้วยตัวเอง
กลยุทธ์เป็นส่วนสำคัญในการเทรด ไม่ว่าท่านจะเทรดแบบไหน การเทรดอาจเป็นการเทรดแบบลงทุนระยะยาวหรือเป็นการเทรดแบบหวังทำกำไรจากการเคลื่อนของราคาทองในกรอบสั้นๆ ในแต่ละวันก็ได้ การกำหนดกลยุทธ์เป็นการกำหนดรูปแบบและวิธีการเทรดให้เข้ากับตัวเอง ทุนของตัวเอง และที่สำคัญช่วยให้พบรูปแบบการเทรดของตัวเองที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเทรดได้
องค์ประกอบหลักของการสร้างกลยุทธ์การเทรดจากภาพประกอบ เมื่อจะเทรดทองหลังจากที่ท่านเข้าใจว่าตลาดการเทรดทอง ต่างจากการซื้อทองจริงที่สามารถทำกำไรได้อย่างเดียวคือเมื่อราคาปัจจุบันของทองสูงกว่าราคาที่ท่านซื้อมา ยิ่งสูงมากยิ่งกำไรมาก ถ้าท่านจะขายเป็นการทำกำไรได้ทางเดียวเท่านั้น แต่ในการเทรดท่านสามารถทำได้มากกว่านั้น การเทรดท่านจะเห็นการเทรดแบบลงทุน (investment) อย่างแบบแรกที่ท่านลงทุนทองจริง หรือการเทรดของท่านเป็นการลงทุนแบบหวังทำกำไรจากการเคลื่อนของราคาทอง (speculation) ท่านสามารถเทรดทั้งขึ้นหรือลงก็ได้ สามารถทำกำไรได้หมด ถ้าราคาทองไปทางที่ท่านเทรด นี่คือข้อดีของการเทรดทอง
Research หรือวิเคราะห์ชาร์ต เป็นสิ่งแรกเลยท่านต้องวิเคราะห์ชาร์ตเป็น เพื่อดูว่าท่านจะเทรดขึ้น (Buy) หรือลง (Sell) ก็ได้ เพราะท่านจะเทรดทองแบบลงทุนอย่างเดียวท่านก็จะ Buy หรือเทรดแบบ Speculation ทำกำไรจากราคาขึ้นหรือลงก็ได้ อย่างภาพประกอบราคาทองวันที่ 20200.12.02 02.00 รูปแบบการวิเคราะห์ชาร์ตอาจต่างกันออกไปเช่น อาจดูเทรน หรือดูการพัฒนา swing highs/lows ประกอบเพื่อประกอบกับการมองหาโอกาสว่าท่านจะเทรดทางไหน สิ่งสำคัญท่านต้องไม่ลืมว่าการเทรดเป็นเรื่องความเป็นไปได้ การวิเคราะห์ต่างๆ เพื่อหาว่ามีความเป็นไปได้ทางไหนมากกว่าเพื่อจะได้เทรดทางนั้นๆ การวิเคราะห์ชาร์ตจะกำหนดให้ท่านเห็นภาพรวมว่าท่านจะเทรดอย่างไร มองการเคลื่อนไหวว่าราคาทองตอนนี้ไปทางไหน และยังเป็นการกำหนดรูปแบบการเทรดท่านได้ด้วยว่าท่านจะเทรดแบบ Scalp Trading, Day Trading, Swing Trading หรือ Position Trading
ขั้นตอนต่อมาที่ท่านต้องทำหลังจากที่ท่านวิเคราะห์ชาร์ตแล้ว ท่านต้องหาหรือกำหนดจุดเทรดหรือ Entry point ว่าท่านจะเปิดเทรดตรงไหนดี ให้เข้ากับการวิเคราะห์ของท่านหลังจากที่ท่านกำหนดได้ว่าท่านจะเทรดทางไหน อย่างราคามาถึงจุดที่ตัวอย่าง หลังจากที่ราคาได้ลงมานาน และสร้างพื้นที่ต้านทานหรือ Resistance มาถึง 3 พื้นที่ ก่อนที่ราคาจะดันกลับไปได้ด้วยการสร้าง Support 1 จนราคาดันขึ้นมาอยู่พื้นที่ Rsistance 1 ได้หลายแท่งเทียน การวิเคราะห์ก็มาประกอบต่อว่าจะหาจุดเข้าอย่างไร เช่นอย่างเลข 2 ที่เป็นการเปิด Sell หวังว่ามีความเป็นไปได้ที่ราคาจะลงต่อเพราะการวิเคระห์ก่อนนี้ เราเห็นราคาทำเทรนลงมาอย่างต่อเนื่องอย่างที่สร้าง resistance/support ประกอบให้เห็น ราคาเบรคพื้นที่ consolidation หรือกรอบ Resistance 1 ได้อย่างภาพได้จุดเข้าเทรดหรือ Entry point ด้วยการกำหนด stop loss ไว้ด้านบนกรอบ Resistance 1 และกำหนด Take profit เบื้องต้นไว้ที่ราคาสร้าง Support ขึ้นมา จะเห็นว่าการเปิดเทรดหรือหาจุด Entry point เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตลาดตามขั้นตอนแรก เลยเกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่ 3 ที่ท่านต้องรู้
ขั้นตอนที่ 3 ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดด้วยตัวเอง ต้องมองหาพื้นที่แนวรับ-แนวต้านเป็น หรืออาจเห็นหลักการ key levels หรือ supply/demand หรือ pivots เพื่อเป็นจุดอ้างอิงว่าราคาน่าจะไปถึงพื้นที่ไหน หยุดตรงไหน เพราะพื้นที่พวกนี้เป็นพื้นที่ที่เทรดเดอร์สนใจมากเลยทำให้พื้นที่พวกนี้มีออเดอร์ที่เกี่ยวข้องเยอะเช่น เทรดเดอร์ที่รอเข้า ก็จะเข้าเทรดถ้าราคาเบรคด้วยกำหนดการเทรด Buy Stop หรือ Sell Stop เข้าไป หรือเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาด ถ้าราคาสวนพวกเขามากก็จะออกจากตลาด หลักการง่ายๆ ในการหาพื้นที่พวกนี้คือมองหาชาร์ตที่เกิด impulsive move แล้วมองหาต้นตอที่ราคาวิ่งในกรอบแคบๆ ไม่ไปไหนหรือ consolidation และดูพื้นที่ราคามีการเด้งหรือ rejection หลายรอบ หรือหลังจากเด้งหลายรอบแล้วมาเบรค Break กลายมาเป็น swap level การเข้าใจพื้นที่พวกแนวรรับ-แนวต้าน จะช่วยให้ท่านกำหนด stop loss และ take profit ได้ถูก และตรงกับรูปแบบการเทรดของท่าน
อย่างกรณีทั้งเปิด Sell และ Buy ตามภาพก่อนนี้ อิงตามแนวรับ-แนวต้านที่บอกว่าจะช่วยให้ท่านหาพื้นที่ SL และ TP ได้ว่า ถ้าเปิดเทรด Sell ราคาไม่ลงมาต่อ ท่านจะเห็นว่า SL ท่านกำหนดได้น้อยด้วยเพราะอิงการเข้าใจแนวรับ-แนวต้าน ขณะเดียวกันถ้าท่านวิเคราะห์และเทรด Buy กำหนด SL ด้านล่าง และ TP ด้วยการอิงพื้นที่ Resistance 2 ที่กล่าวก่อนนี้ตอนราคาสร้างตอนราคาทำเทรนลงมา
ขั้นตอนที่ 4 ถือว่าสำคัญมาก คือการจัดการความเสี่ยง ว่าแต่ละการเปิดเทรดเป็นเรื่องความเป็นไปได้ แม้ว่าการวิเคราะห์จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ว่าราคาน่าจะไปทางที่ท่านคาดหวัง แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะต้องไปทางนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองเป็นสินค้าที่มี volatility เยอะมากกว่าค่าเงินหลายเท่า การเคลื่อนในแต่ละวันก็เยอะตามไปด้วย การกำหนดล็อตการเปิดเทรดต้องเท่าที่ท่านรับความเสี่ยงได้ ว่าแต่ละออเดอร์ท่านรับความเสี่ยงได้เท่าไร และถ้าเปิดหลายออเดอร์พร้อมกันแล้วท่านรับความเสี่ยงได้เท่าไร และจำกัดความเสี่ยงทันทีอย่างไรถ้าราคาวิ่งสวนท่าน หลักการง่ายสุดในการกำหนดความเสี่ยงด้วยการดู % ของทุน เช่นทุน 1000 ดอล ท่านอาจเปิดเทรดทุกออเดอร์รวมกันไม่เกิน 200 ดอลหรือ 20% ของทุนหลัก ให้ใช้หลักการเรื่องของ Risk:Reward มาประกอบการเปิดเทรดแต่ละออเดอร์ว่าท่านเห็นชัดเจนหรือเปล่า เช่น ถ้าต้องการเปิด Buy ด้านบน พื้นที่กรอบ Resistance 1 ถือว่าเห็นพื้นที่ Risk เราก็กำหนด Stop loss ต่ำกว่านั้นนิดหน่อย แต่กำหนดกำไรที่ Resistance 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ Reward ให้สัดส่วนอย่างน้อย 1:3 เป็นต้น
เมื่อท่านกำหนดกลยุทธ์การเทรดเป็น ท่านต้องใส่ใจพวกปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาทองด้วย เช่นท่านควรดูเรื่องของ Dollar Index ประกอบเพราะทอง Gold หรือ XAUUSD สัมพันธ์กับ USD โดยตรง ถ้า Dollar Index แข็งทองก็จะลง หรือถ้า อ่อนทองก็จะขึ้น หรือพวกข่าวสำคัญๆ หรือข่าวเกี่ยวกับ Interest Rates, Central Banks, Gold mining ก็จะส่งผลต่อการเคลื่อนของราคาทองได้ดี