กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

เทรน ของ ตลาด Forex กับการวิเคราะห์มุมมองเรื่องออเดอร์ ในการเทรด forex

  • 0 replies
  • 1,821 views
เทรน ของ ตลาด Forex กับการวิเคราะห์มุมมองเรื่องออเดอร์ ในการเทรด forex

เมื่อท่านเทรดหรือศึกษาการเทรด สิ่งหนึ่งที่จะได้ยินประจำคือ ให้เทรดตามเทรน "Trend is your friend"  ข้อดีของการเทรดตามเทรนคือ ท่านได้เห็นราคาวิ่งไปทางที่ท่านอยากเปิดเทรด เห็นเทรดเดอร์อื่นๆ ที่มีความรู้แบบท่านเทรดทางเดียวกัน ท่านก็เหมือนมีเพื่อนแชร์ความรู้สึกเดียวกัน ทำให้ท่านได้เทรดตามความรู้สึกที่ดี หลังจากที่เห็นราคาวิ่งยาวๆ หรือตามทาง แต่บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งเมื่อท่านเปิดเทรดไป ราคาดันไปทางนั้นนิดเดียวแล้วกลับวิ่งสวนท่าน ดังนั้นการเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังก่อนเริ่มเทรดหรือกำหนดเทรนจึงเป็นเรื่องจำเป็น

กำหนดเทรนอย่างไร


วิธีการง่ายสุดในการกำหนดว่าราคาทำเทรนหรือไม่ คือการใช้หลักการ swing highs/swing lows สำหรับเทรนขาขึ้นราคาต้องทำ higher highs ได้แล้วตามด้วย higher lows และสำหรับเทรนขาลงราคาต้องทำ lower lows ได้แล้วตามด้วย Lower highs ต่อเนื่องกัน มาเริ่มกันที่เทรนลงหรือสีแดงตามภาพประกอบ เริ่มที่เลข 1 ท่านจะเห็นว่าราคาได้ทำ New Low ที่เลข 1 เพราะราคาได้เบรค Low  เพราะราคาเบรคลงมาได้ แต่เรายังไม่อาจรับรองได้ว่าเป็นเทรนลง (เพราะเห็นได้บ่อยๆ ที่ราคาเบรค Low ลงมาเพื่อล่า stop loss ออเดอร์แล้วดันราคาขึ้นไป) จนกว่าราคาจะกลับมาที่จุดราคาเบรค Low ตรงวงกลมที่เป็นพื้นที่ราคาเบรคลงมาแล้วราคาไม่สามารถดันขึ้นไปได้ ราคาลงมาทำ Lower Low ที่เลข 3 นั่นเป็นตัวยืนยันว่าเทรนลงเกิดขึ้นแล้วราคาก็ทำโครงสร้างราคาแบบเดียวกัน

แต่ในทางกลับกันสำหรับราคาทำเทรนขาขึ้น เริ่มที่ราคาสามารถทำ Higher High ที่เลข 1 ได้หลังจากที่ราคาเบรค High ที่วงกลมได้  ราคาย่อตัวลงมา ราคาไม่สามารถเบรคจุดเบรคลงไปได้ และเป็นจุดที่ราคาทำ Higher Low ที่เลข 2 และราคาขึ้นมาทำ Higher High ที่เลข 3 ค่อยถือได้ว่าเป็นเทรนขาขึ้น แล้วราคาก็ทำโครงสร้างราคาแบบเดียวกัน (การกำหนดเทรนมีหลายวิธีอย่างอื่นเช่น อาจใช้ Moving Average ก็ได้แล้วแต่ความถนัดของเทรดเดอร์แต่ละคน)

ตัวแปรสำคัญของการทำเทรน และอะไรที่อยู่เบื้องหลัง


การเทรดจริงๆ ไม่ได้มองแค่ชาร์ตย้อนหลัง เพราะเมื่อเทรดท่านเปิดเทรดปัจจุบัน การมองชาร์ตย้อนหลังเป็นเรื่องง่าย และไม่ต้องใช้เวลาและความอดทนเหมือนในการเทรดจริง เพราะการเทรดจริงท่านยังต้องแบบความกดดันที่มาจากการเทรดด้วย ยิ่งเป็นการเทรดด้วยล็อตที่มากขึ้น หรือโอเวอร์เทรด สิ่งที่จะทำให้ท่านยืนกรานและอดทนรอ คือความรู้และเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร เพราะราคาไม่ได้วิ่งในทันที การวิ่งเป็นเรื่องของผลจากความไม่สมดุลย์กันระหว่างออเดอร์ที่มาจาก buyers และ sellers ณ ราคาและเวลานั้นๆ  เริ่มด้วยสิ่งที่ทำให้เกิด Lower Low (LL) ที่เลข 1 จะเห็นว่า จุดเริ่มต้นที่เป็นต้นตอของเทรนอยู่ที่เรื่องของการเบรค high/low ที่ใกล้สุดก่อน โดยเฉพาะเป็นการเบรคด้วย Momentum หรือบาร์ยาวๆ และราคาปิดทางที่ราคาเบรคด้วยเป็นสำคัญ 

ยกตัวอย่างในการทำเทรนขาลงก่อน ราคาเบรค Low ตามภาพประกอบ พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ๆ มีเทรดเดอร์เข้าเทรด Buy หรือยังถือ Long อยู่ที่ยังไม่ได้ปิด เพราะเทรดเดอร์พวกนี้ก็คาดว่าราคาจะขึ้นไป แต่พอราคาเบรคลงมา เทรดเดอร์พวกนี้กลายเป็นติดลบหรือเรียกว่า trapped traders ทันทีตรงที่มีการเปิดเทรดตรงพื้นที่ A   นอกจากนั้นเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดก็จะเห็นข้อมูลใหม่นี้ ก็จะเริ่มปรับกลยุทธ์การเทรดให้สัมพันธ์กับตรงพื้นที่ B โดยเทรดเดอร์ที่เป็น trapped traders นั้นเมื่อราคาย้อนกลับมาทำให้ติดลบน้อยลงหรือได้กำไรนิดหน่อยแต่ราคาไม่ขึ้นไปต่อ ก็จะหันมาออกจากตลาดเป็นหลัก

การปิดเพื่อออกจากตลาดไม่ว่าจะเป็นการปิดกำไรหรือปิดเสีย ด้วยวิธีการปิดเองหรือกำหนดด้วยเงื่อนไขที่ราคานั้นๆ คือ Take Profit หรือ Stop loss ก็เท่ากับเปิดเทรดหรือเรียกกว่า market order ตรงข้ามกับที่ถือ position อยู่ ณ ราคาและเวลานั้นๆ เช่นอย่างกรณีที่ยกมาประกอบ trapped traders ในที่นี้กล่าวถึงเทรดที่เปิด Buy หรือ ถือ long ตรงพื้นที่ Low เมื่ออกจากตลาดเท่ากับเปิด Sell market order ณ ราคาและเวลาที่จัดการ เหตุผลเดียวที่เทรดเดอร์พวกนี้จะออกจากตลาดคือ เห็นว่าอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขามั่นใจว่าราคาจะไม่ขึ้นไปทางที่พวกเขาเปิดเทรด เมื่อมองแท่งเทียนท่านจะเห็นว่าพอราคากลับมามีการเด้งหรือ reject พื้นที่เดียวกันหมด พร้อมกันนั้นเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดเมื่อได้ข้อมูลตามที่ราคาเบรคลงมา ก็จะหาสัญญาณการเข้าเทรดตรงพื้นที่นั้นๆ เช่นเห็นว่าราคาเกิดการเด้งหรือ reject พื้นที่นี้ อาจเป็นการดู price action ประกอบเช่น Pin Bar หรือ Engulfing Bar หรือรูปแบบอื่นๆ ที่บอกถึง reject ก็เลยทำให้ sell orders มากและต่อเนื่อง โอกาสที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ก็มากขึ้นเลยทำให้ราคาลงมา สาเหตุมาจากเทรดเดอร์ที่ออกก็เริ่มออกมากและเทรดเดอร์ที่เข้าเทรดก็เริ่มเข้าเทรดมาก


แล้วราคาก็เบรค Low ที่เลข 1 ลงมาอีกและทำ New Low ใหม่ได้ที่เลข 3 สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นตรรกะเดียวกันกับที่อธิบายด้านบน อาจสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้ สำหรับเทรนขาลง (สำหรับเทรนขาขึ้นก็ประยุกต์ตรรกะเดียวกันแต่คนละทางเท่านั้นเอง)

•   ราคาต้องเริ่มด้วยการเบรค low ที่ใกล้ให้เห็น สามารถทำ new low ใหม่ได้

•   เป็นการเบรคด้วย Momentum หรือบาร์ยาวๆ เมื่อเทียบกับบาร์เฉลี่ยก่อนนี้ และการเบรคต้องไม่กี่บาร์

•   ราคาปิดต้องปิดทางที่เบรค ยิ่งไม่มีหางบาร์หรือ wick ยิ่งดี

•   ถ้าการเบรคนั้นๆ เห็น trapped traders เกิดขึ้นด้วยยิ่งดี

•   ราคาต้องไม่เบรค High ใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะ High ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นแนวต้านอัตโนมัต ส่วนที่ราคาเบรคหรือ Low ก็จะเป็นแนวรับหรือ Support ที่ราคาเบรคให้เห็นต่อเนื่อง

•   ถ้าราคาเบรค High ขึ้นไปได้ ก็เป็นสัญญาณแรกที่ราคาจะเปลี่ยนเทรน ก็เริ่มประยุกต์การมองเทรนขาขึ้น


ดังนั้น เรื่องของเทรนมองง่ายไม่ยากแค่เข้าใจเรื่อง swing highs และ swing lows เกิดขึ้นได้อย่างไร ตรรกะอะไรที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ออเดอร์เกิดขึ้นทำให้เทรดเดอร์ที่รอเข้าอยากเข้าเทรด สำหรับเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดถ้าตลาดวิ่งสวนก็จะต้องออกจากการเทรดเพื่อจำกัดความเสี่ยง หรือถ้าตลาดเข้าทางที่เปิดเทรดก็จะเข้าเทรดเพิ่มอีกรอบที่ตรงจุดไหน

 

XM Global Limited