สื่อสังคมยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ได้มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางโฆษณาสำหรับ Cryptocurrency และ Blockchain เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นน้อยกว่าหนึ่งปีครึ่ง หลังจากที่หยุดการปล่อยโฆษณาการเข้ารหัสลับไป
จากข้อบังคับของFacebookที่มีการบังคับใช้อย่างชัดเจนในข่วงเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประกาศเกี่ยวกับข้อห้ามสำหรับนักโฆษณาทุกรายจะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าก้อร จึงจะมีสิทธิใช้การโฆษณาเข้ารหัสได้ เพื่อช่วยให้บริษัทรู้สึกมีความปลอดภัยตลอดการทำงาน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Facebook ได้มีความพยายามที่จะก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งในการจัดการนโยบายดังกล่าวให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องมีการขออนุมัติล่วงหน้าสำหรับโฆษณาที่เกี่ยบข้องและเชื่อมโยงกับ Blockchain, Cryptocurrency หรือแม้แต่ข่าวอุตสาหกรรมการศึกษา แต่ทั้งนี้ ทางธุรกิจ Cryptocurrency อาจจะยังมีบางโฆษณาที่อาจจะต้องขออนุมัติล่วงหน้าเช่นเดิม หากเป็นการโฆษณาในแง่มุมของ ICOs บนหน้า Landing Page
อีกทั้ง ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังทางด้านเทคโนโลยี อย่างเช่น Google ก็ได้มีการเปิดตัวโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้ารหัสลับที่ USA และ Japan ในเดือนกันยายน 2561 เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการที่ cryptocurrencies ยังคงถูกลิสต์ท่ามกลางข้อมูลที่อาจได้รับการโปรโมทบนข้อจำกัดบางประการ
็
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ Facebook มีการประกาศข่าวต่างๆลงสื่อต่างๆที่ได้รับการยอมรับ ตั้งแต่ New York Times ไปจนถึง Wall Street Journal พบว่าแหล่งสื่อเหล่านี้ได้กล่าวหา Facebook ว่ามีการใช้ใครงการ Stablecoin ลับในการกระตุ้นให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าและบริการผ่านทางแพลตฟอร์ม หรือแม้แต่การรับรางวัลจากกิจกรรมต่างๆ ผ่าน Facebook ได้โดยตรง แม้ว่า Stablecoin นั้นอาจเห็นแสงสว่างที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสหน้าก็ตาม อีกทั้ง Wall Street Journal ยังกล่าวอีกว่า Facebookยังได้พูดคุยกับสถาบันทางการเงินมากมายเกี่ยวกับการสนับสนุน Token รวมถึง Visa และ Mastercard
อย่างไรก็ตาม ยังมีการอนุญาติให้ผู้ใช้ Whatsapp สามารถส่งการชำระเงิน cryptocurrency ซึ่งกันและกันได้ ซึ่งประเทศแรกที่จะทดสอบสกุลเงินใหม่นี้คือ อินเดีย ในขณะที่จากการรายงานของ CNBC ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่ากลยุทธ์ที่ Facebook ได้ใช้นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับของ Paypal นั่นเอง
แปลและเรียบเรียงโดย Traderider News
ที่มา : Cryptonews