ราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าความขัดแย้งอิหร่าน
StoneX ระบุในรายงานแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์รายไตรมาสว่า ทิศทางราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับการคลี่คลายความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยคาดว่าทองคำอาจปิดปีใกล้ระดับปัจจุบันที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามทองคำในกรอบ 55-60 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทองคำเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยและตลาดหุ้น
โรนา โอคอนเนลล์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาด EMEA และเอเชียของ StoneX กล่าวว่า ราคาทองคำอ่อนตัวเร็วกว่าที่คาด หลังหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนใหม่ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน รวมถึงแรงขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ทองคำถูกขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและรองรับความเสี่ยงจากมาร์จินคอลล์ บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อจึงถูกลดความสำคัญลงชั่วคราว เมื่อเทียบกับบทบาทในการบริหารความเสี่ยง
ด้านนโยบายการเงิน StoneX มองว่าตลาดทองคำกำลังจับตาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก แม้ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช จะเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองให้ลดดอกเบี้ย แต่เฟดยังมีแนวโน้มคุมเข้มนโยบายหากเงินเฟ้อยังสูง โดยตลาดสวอปประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในไตรมาส 4 ที่ราว 30% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำในระยะสั้น
ธนาคารกลางยังหนุนความต้องการทองคำระยะยาว
StoneX ระบุว่า หากราคาทองคำยืนเหนือบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ได้ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจดึงดูดผู้ซื้อทองคำจริงกลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ค่าเงินเสื่อม และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลสำรวจของ World Gold Council พบว่า 89% ของธนาคารกลางคาดว่าทุนสำรองทองคำทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า และ 78% คาดว่าทองคำจะมีสัดส่วนสูงขึ้นในทุนสำรองภายใน 5 ปี
จีนและตลาดเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ
รายงานยังชี้ว่า ตลาดทองคำจีนอาจมีช่องว่างด้านอุปสงค์และอุปทานสะสมราว 4,000 ตัน สะท้อนความเป็นไปได้ว่าภาครัฐจีนอาจสะสมทองคำโดยไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลขของธนาคารกลางโดยตรง ส่วนราคาเงินคาดว่าจะยังเคลื่อนไหวตามทองคำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมจากชิป AI รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์จะช่วยหนุนตลาดเงิน ขณะที่อุปทานเหมืองมีโอกาสเพิ่มขึ้นจำกัด
ปัจจัยบวกต่อทองคำและเงิน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยูเครน และแรงซื้อจากภาครัฐ ส่วนปัจจัยลบคือการหยุดยิงที่ยั่งยืน ตลาดหุ้นอ่อนแรงเพิ่มเติม และเฟดที่ส่งสัญญาณเข้มงวดหลังเปลี่ยนประธาน















