ราคาทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก
ตลาดทองคำและโลหะเงินเปิดตัวสัปดาห์นี้ด้วยความร้อนแรงอย่างที่สุด โดยราคาทองคำและราคาโลหะเงินต่างพากันพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high) ในการซื้อขายช่วงเช้าของตลาดสหรัฐฯ แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven demand) กลับมาเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับจิตวิทยาที่สำคัญ โดยสัญญาฟิวเจอร์สทองคำส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,107.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ราคาโลหะเงินส่งมอบเดือนมีนาคมก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 110.065 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อสถานการณ์โลก
ปัจจัยหนุนตลาด: ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและนโยบายระหว่างประเทศ
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่าการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาทองคำในครั้งนี้ ได้รับแรงหนุนจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลและสกุลเงินหลัก เพื่อหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย สถานการณ์นี้ตอกย้ำบทบาททางประวัติศาสตร์ของทองคำในฐานะดัชนีวัดความกลัว (Fear gauge) ในตลาดการเงิน นอกจากนี้ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ยังร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ท่ามกลางกระแสข่าวความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงค่าเงิน (Forex intervention) เพื่อกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
จับตาการประชุมเฟดและแนวโน้มราคาทองคำทางเทคนิค
สัปดาห์นี้ตลาดทั่วโลกต่างจับตามองการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) รวมถึงธนาคารกลางชั้นนำอื่น ๆ อีกกว่า 17 แห่ง แม้จะมีความกดดันจากทำเนียบขาวให้ลดดอกเบี้ย แต่คาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งนี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง สำหรับมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง (Bullish) โดยมีเป้าหมายแนวต้านถัดไปที่ 5,250.00 ดอลลาร์ และมีแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 5,000.00 ดอลลาร์ ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากตลาดมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศที่เลวร้ายซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ








