ราคาทองคำพุ่งรับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาดการณ์
ตลาดทองคำกำลังกลับมาได้รับความสนใจอย่างล้นหลามอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเลขแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ร้อนแรงอย่างที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายได้คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งปัจจัยเชิงบวกนี้อาจเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปีนี้ เพื่อช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง ส่งผลให้ทิศทางของราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มที่สดใสมากยิ่งขึ้น
ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ชี้ทิศทางตลาดทองคำ
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยพบว่าดัชนี CPI ปรับตัวพุ่งขึ้น 0.9% ในเดือนมีนาคม ต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนที่แล้ว แต่ทว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้นกลับต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยก่อนหน้านี้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ตามฉันทามติว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1% เต็ม
หากพิจารณาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปรับตัวสูงขึ้น 3.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลข 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดหวังว่าจะเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 3.4% ทำให้ตัวเลขที่ออกมาจริงเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
เจาะลึกเงินเฟ้อพื้นฐานและผลกระทบต่อราคาทองคำล่าสุด
รายงานฉบับดังกล่าวยังแสดงให้เห็นด้วยว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ราคาสินค้าที่แพงขึ้นนั้นยังไม่ได้ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนที่ผ่านมา สำหรับภาพรวมรายปี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.6% ขยับขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 2.5% ที่รายงานในเดือนกุมภาพันธ์
จากข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลให้ ราคาทองคำ ดีดตัวพุ่งขึ้นมากกว่า 10 ดอลลาร์ทันทีที่เป็นการตอบสนองเบื้องต้นต่อข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด และยังคงสามารถรักษาระดับการบวกนี้ไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ โดย ราคาทองคำสปอต (Spot gold) มีการซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ระดับ 4,775.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.21% ในระหว่างวัน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทองคำได้ให้คำแนะนำว่า นักลงทุนที่เทรดทองคำจำเป็นต้องจับตาดูแนวต้านสำคัญที่ระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและแนวโน้มการทำกำไรในระยะต่อไป
















