วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำ: เหตุใดทองร่วง 12% แต่ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
แม้ว่า ราคาทองคำ จะปรับตัวลดลงมาแล้วราว 12% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในอิหร่าน แต่ Ewa Manthey นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก ING มองว่า การเทขายในตลาดครั้งนี้สะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มากกว่าที่จะเป็นการเสื่อมถอยของบทบาทการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) ของ ทองคำ
ผลกระทบจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยต่อตลาดทองคำ
Manthey อธิบายว่า ปกติแล้วความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะโดดเด่นที่สุดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลงและเงินดอลลาร์อ่อนค่า แต่ในกรณีที่เกิดวิกฤตพลังงาน ผลลัพธ์จะกลับกัน ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยลบที่กดดัน ราคาทองคำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ที่ทองคำถูกเทขายหลังจากพุ่งขึ้นช่วงสั้นๆ
อุปสงค์จากธนาคารกลางและกองทุน ETF ยังคงแข็งแกร่ง
แม้จะมีความท้าทายในระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงช่วยพยุง ตลาดทองคำ ไว้ได้ โดยธนาคารกลางจีนกลับมาซื้อทองคำเพิ่มในเดือนเมษายนที่ 8.1 ตัน ทำสถิติซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน ในขณะที่ธนาคารกลางโปแลนด์ก็เป็นผู้นำในการกว้านซื้อ โดยเพิ่มปริมาณสำรองทองคำถึง 31 ตันในไตรมาสแรก นอกจากนี้ กระแสเงินทุนในกองทุน ETF เริ่มส่งสัญญาณบวก โดยมีเงินทุนไหลเข้าประมาณ 6.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน นำโดยนักลงทุนในยุโรปที่มีความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์
ING คาดการณ์ราคาทองคำอาจแตะ 5,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี
ทาง ING ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม ราคาทองคำ แม้การเจรจาสันติภาพที่ชะงักงันและการคงดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ตลาดมีความไม่แน่นอนในระยะใกล้ ทว่าปัจจัยลบเหล่านี้ถือเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว ING คาดการณ์ว่า ราคาทองคำ มีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในสิ้นปีนี้ หากสถานการณ์พลังงานเริ่มผ่อนคลาย อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง และเฟดตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อปัจจัยกดดันเหล่านี้เบาบางลง บทบาทการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำจะกลับมาแข็งแกร่งและดึงดูดนักลงทุนอีกครั้ง
















