ทิศทางราคาทองคำ: ทำไมทองคำถึงสูญเสียสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยชั่วคราว?

Gold price, Gold trading

วิเคราะห์เจาะลึก: ทำไมทิศทาง ราคาทองคำ ถึงเปลี่ยนไปทำหน้าที่เสมือนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

ในอดีต ราคาทองคำ มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงเมื่อตลาดหุ้นเกิดการปรับฐาน แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ ข่าวทองคำ กลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป โรบิน บรูกส์ (Robin Brooks) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Brookings อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก IIF และอดีตหัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินจาก Goldman Sachs ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ทองคำกำลังมีพฤติกรรมเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่าเบต้าสูง (High-Beta Asset) ซึ่งแทนที่จะช่วยลดทอนความสูญเสีย แต่มันกลับขยายการเทขายในตลาดให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มและ ราคาทองคำ ในช่วงสงคราม

จากการวิเคราะห์ล่าสุด บรูกส์ระบุว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับ การซื้อขายทองคำ โดยในช่วง 6 สัปดาห์ของภาวะสงครามที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลดลงถึง 10% ซึ่งเป็นการร่วงลงที่หนักกว่าดัชนี S&P 500 ที่ปรับลดลงไม่ถึง 1% เสียอีก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าหากคุณถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ทองคำกลับถูกเทขายหนักกว่าตลาดหุ้น นั่นย่อมสะท้อนว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยดังที่ควรจะเป็นอีกต่อไป

ทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมการเทขาย ทองคำ

บรูกส์ได้อธิบายทฤษฎีสองประการที่อาจส่งผลกระทบต่อ ราคาทองคำ ทฤษฎีแรกคือการที่ธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) เทขายทองคำในช่วงที่เกิดวิกฤตช็อกตลาด แต่ในความเป็นจริงมีเพียงประเทศตุรกีเท่านั้นที่ขายทองคำออกมากว่า 128 ตัน เพื่อนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาพยุงค่าเงินลีรา ทฤษฎีที่สองคือ การพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลของ ราคาทองคำ ในช่วงปีที่ผ่านมา หรือที่เรียกว่า ‘Debasement Trade’ ได้ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้มักจะตื่นตระหนกและพร้อมเทขายทันทีเมื่อมีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาด

อนาคตของ ราคาทองคำ และการกลับคืนสู่สถานะสินทรัพย์ปลอดภัย

นอกจากนี้ บรูกส์ยังชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด โดยเฉพาะหลังสุนทรพจน์ของประธานเฟดที่ Jackson Hole เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2025 ที่ส่งสัญญาณการเริ่มต้นวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม รวมถึงการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี 2025 ในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ ราคาทองคำ พุ่งสูงขึ้นจนแตะจุดสูงสุดในวันที่ 28 มกราคม 2026

ท้ายที่สุด บรูกส์ได้นำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี S&P 500 กับโลหะมีค่าต่างๆ โดยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทองคำมีความเป็นวัฏจักรตามเศรษฐกิจ (Pro-cyclical) มากขึ้น กล่าวคือ ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้น และจะร่วงลงเมื่อสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง แม้ว่าความสัมพันธ์นี้จะยังต่ำกว่าโลหะมีค่าชนิดอื่นหรือบิตคอยน์ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความอุ่นใจให้กับนักลงทุนเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ที่ตื่นตระหนกถูกชะล้างออกจากตลาดไปจนหมด คาดว่า ราคาทองคำ จะกลับมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งแกร่งได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

Loading

Relate Post

XM Global Limited