กลยุทธ์เทรดทองแบบ Fading

  • 0 replies
  • 140 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กลยุทธ์เทรดทองแบบ Fading

« เมื่อ: 01, พฤษภาคม 2021, 02:36:16 PM »
กลยุทธ์เทรดทองแบบ Fading

แม้ว่าการเปิดเทรดแบบตามเทรน หรือที่รู้กันดี “The trend is your friend” จะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยในการเทรดตามเทรน เพราะการเทรดตามเทรนอาจไม่ต้องกังวลมากเรื่องของเวลาเข้าเทรด เพราะอย่างไรก็เทรดตามเทรนเป็นหลักอยู่แล้ว และมีความเป็นไปได้สูงยังมีอยู่มากด้วยเพราะเป็นการเทรดตามเทรนหลักที่เกิดขึ้น แต่การเทรดสวนเทรน หรืออาจได้ยินการเทรดแบบ Countertrend เป็นการเทรดอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำกำไรได้ดีเช่นกัน ถ้าเทรดเดอร์รู้จังหวะกลยุทธ์ที่เรียกว่าการเทรดแบบ Fading เป็นอีกรูปแบบการเทรดสวนเทรนที่ทำกำไรได้ง่ายและเร็วในเวลาอันสั้น

การเทรดแบบ Fading เป็นอย่างไร


อธิบายด้วยกราฟฟิกภาพประกอบเพื่อให้เข้าใจหลักการก่อนว่าเป็นอย่างไร ค่อยลงรายละอียดว่าจะมองส่วนต่างๆ ที่จะทำให้การเทรดแบบ Fading เกิดขึ้นได้อย่างไร หลักการเทรด Fading คือเป็นการเทรดสวนเทรนแบบหนึ่ง ส่วนมากก็จะเป็นช่วงเห็น Momentum แรงและชัดเจน หรืออาจเรียกส่วนนี้เป็น Impulsive move ที่ต้องการเห็นสำหรับส่วนของ Momentum ในที่นี้เห็นแท่งเทียนยาวๆ ราคาไปทางใดทางหนึ่งแรง ในเวลาอันสั้น สามารถเอาชนะพื้นที่ตรงข้ามเมื่อมองมาทางซ้ายมือได้ด้วย พอราคาไปแรงๆ ก็จะทำให้เกิดตลาดสถานะ Overbought/Oversold ได้ชัดเจน พอราคาไปแล้ว ท่านก็จะเห็น 3 เหตุการณ์หลักๆ เพราะเมื่อมองหลักการ Technical analysis ก็จะมองเห็นการทดสอบหรือ Correction สิ่งที่เกิดขึ้นประจำ อาจเป็นทางเลือกที่ 1 คือราคาเด้งลงมา หรือทางเลือกที่ 2 ราคาเด้งลงมาทำ Corrective move แล้วไปต่อตามเทรนที่เกิดขึ้น หรือทางเลือกที่ 3 คือราคาลงมาแล้วเบรคแนวรับ-แนวต้านที่เบรคขึ้นไป เช่นที่เห็นชัดเจนอย่างกรณี False Breakout แล้วราคาลงไปต่อ จะเห็นว่าทั้ง 3 กรณีมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือราคาย่อตัวลงมา ตามภาพประกอบที่บอก Fading ที่พื้นที่เทรด เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สามารถเข้าเทรดสวนเทรนที่เกิดขึ้นด้วยการเข้าและออกในเวลาอันสั้น ด้วยการเข้าใจว่าการเทรด Fading ใช้หลักการและความเข้าใจตลาดอย่างไร

หลักการเทรด Fading ต้องการความเข้าใจ 3 ส่วนหลักๆ คือ

  • เห็น Momentum หรือ Impulsive move ชัดเจน ถ้ามองสถานะตลาดตอนนั้นๆ จะเห็นเป็นช่วง Overbought หรือ Oversold ส่วนนี้ อาจใช้อินดิเคเตอร์มาช่วยกำหนดได้ เช่น Relative Strength Index ส่วนมากจะเป็นช่วงที่ราคาเบรค price levels สำคัญ หรือเพราะข่าวตัวเลขทางเศรษฐกิจแรงๆ ที่ทำให้เกิดราคาเคลื่อนไหวแรงๆ ในเวลาอันสั้น
  • การปิดทำกำไรของเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดก่อนที่จะเกิด Momentum มาถึงจุดที่ Overbought หรือ Oversold การปิดทำกำไรเท่ากับการเปิดเทรดออเดอร์ตรงข้ามที่ถือกำไรอยู่
  • เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดหลังๆ หรือในช่วง Overbought/Oversold ที่ถูกกระตุ้นให้เปิดเทรดเพราะเห็นการเคลื่อนราคาแรงๆ ด้วยแท่งเทียนยาวๆ จาก Momentum ที่เป็นไปทางเดียวกันในเวลาอันสั้น พอมีการออกจากตลาดของเทรดเดอร์ที่กลุ่มที่เปิดเทรดก่อน เริ่มปิดทำกำไร พอราคาไม่ไปต่อ ก็เริ่มกังวลหันมาออกจากการเทรดเพื่อจำกัดความเสี่ยง ก็เท่ากับเปิดเทรดออเดอร์ตรงข้าม จากที่ถือออเดอร์อยู่ ณ จุดที่ออก


ดูที่เลข 1 ว่า Momentum หลังจากที่ราคาเบรคแนวต้าน หลังจากที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบหลายแท่งเทียน มีการเปิดเทรดเพิ่มขึ้นเรื่อย การเคลื่อนแบบนี้ก็จะทำให้เกิด Overbought มองดูที่ RSI และพอเกิด Momentum เทรดเดอร์ที่ถือ Long positions ก็ทำกำไรในเวลาอันสั้น ก็จะออกปิดทำกำไร ด้วยการกำหนด take profit หรือเปิดเอง เท่ากับว่าพวกเขาเปิด Sell market orders พวกที่สอง พวกที่เห็นราคาเบรคขึ้นไป โดยกระตุ้นด้วยแท่งเทียนยาวๆ กลัวพลาดการเทรดเลยเปิดเทรดตาม ยิ่งเป็นพวกที่เปิดตอนปลาย พอราคาเริ่มไม่ไปต่อ และเริ่มเปิดสวนก็จะหันมาออก ก็เท่ากับเปิด Sell market orders และยังมีเทรดเดอร์ที่เข้าใจหลักการนี้ ก็เปิดเทรด Sell market orders เองด้วย ทั้ง 3 ส่วนนี้ทำให้โอกาสการเทรดแบบ Fading เกิดขึ้น ที่เลข 1 และยังเกิดโอกาสต่อเนื่องจนราคาลงมา

ที่เลข 2 ก็หลักการเช่นเดียวกัน นอกจาก Momentum ลงแรง ยังมีการเบรค Support ด้วยลงมาอย่างรวดเร็ว RSI รายงานสถานะตลาดเป็น Oversold เปิดโอกาสให้เทรดแบบ Fading ได้ง่าย ส่วนที่เลข 3 จะเป็นการเทรด Fading ตามเทรนเพราะหลักการ order flow ที่มีการกำหนด stop loss ของเทรดเดอร์ที่เปิด Short

จะใช้กลยุทธ์การเทรดแบบ Fading อย่างไร


เมื่อเข้าใจว่าการเทรด Fading ใช้วิธีการหาข้อมูลจากชาร์ต และความเข้าใจตลาด การกำหนดเงื่อนไขการเทรดก็ไม่ยาก อ้างอิงตามตรรกะที่ทำให้เกิดเงื่อนไขการเทรดแบบนี้

  • ขั้นแรก – ต้องหาพื้นที่ Overbought/Oversold หรือเห็นว่ามี Momentum หรือ Impulsive move อาจเป็นหลักการ swing highs/lows หรือใช้อินดิเคเตอร์ที่นิยมกัน เช่น Relative Strength Index (RSI) หรือ Stochastics ก็ได้
  • หาสัญญาณการกลับตัว หรือเปลี่ยนเทรน เช่นอาจดูจาก price action เช่น Pin bar หรือ Engulfing bar หรือจากอินดิเคเตอร์เดียวกัน และให้ดูที่ timeframe ย่อยลงมาหรือเมื่อเห็นสัญญาณเปลี่ยนเทรนเกิดขึ้น ดูว่ามีวอลลูมประกอบมากขึ้นหรือเปล่า
  • เปิดเทรดเมื่อเห็นสัญญาณการกลับตัว และกำหนด stop loss + take profit

ภาพประกอบคือหลักการเทรด Fading เป็นวิธีการเทรดที่เน้นเข้าและออกเร็ว ไม่ต้องการถือออเดอร์ที่เปิดนาน เลยต้องดูเรื่องของ Momentum ประกอบ กลยุทธ์ที่กล่าวนี้ ไม่ได้บอกว่าต้องเห็นการเทรดสวนเทรนเลย แต่เป็นการสวนเทรนแบบระยะสั้น  อาจตามมาด้วยการจบที่ Corrective move แล้วไปตามเทรนต่อ หรือเกิดการเปลี่ยนเทรนก็ได้ ค่อยกำหนดกลยุทธ์เทรดตามมาอีก แต่หลักการ Fading ก็จะมีความเสี่ยง ถ้าไม่เข้าใจหลักการที่กล่าวมา การกำหนด stop loss + take profit จำเป็นมาก เพราะเป็นการเทรดสวนเทรนหรือ Momentum ที่เกิดขึ้น

Share Topic.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10, พฤษภาคม 2021, 03:02:54 PM โดย เทรดเดอร์สายเขียว »

traderider forex ไทย
Tags:
 

เครื่องมือเทรด Forex

ข่าว Forex กราฟ Forex EURUSD GBPUSD GBPJPY ตารางข่าว Forex ร่วมงานกับเรา

เครื่องมือเทรดทองคำ

ราคาทอง วันนี้ ราคาทอง ย้อนหลัง SPDR ล่าสุด กราฟราคาทองคำ วิเคราะห์ ราคาทอง ข่าว ราคาทองคำ ข่าว ราคาน้ำมัน

โบรคเกอร์ Forex

XM Exness FBS Nordfx Land-FX Admiral Markets