Dow Theory – พื้นฐาน Technical analysis – วอลลูมต้องยืนยันเทรน
ตามหลักการทฤษฏี Dow สำหรับ Technical Analysis เมื่อย้อนกลับไปหลักการข้อก่อนที่บอกว่า ดรรชนีต้องยืนยันกัน หรือตีความว่าราคาต้องยืนยันกันอย่างที่ยกตัวอย่างในการเทรดฟอเรกด้วยการใช้ Dollar Index (USDX) มาประกอบเพื่อเทรดคู่เงินที่เกี่ยวกับค่าเงิน USD เช่น EURUSD, GBPUSD, USDCHF เป็นต้น จะเห็นว่าการกำหนดสัญญาณสำหรับเปิดเทรด Buy หรือ Sell นั้นอิงการกับเคลื่อนไหวของดรรชนีที่เห็นยืนยันกันก่อน วอลลูม (Volume) เป็นตัวช่วยอีกตัวที่ช่วยยืนยัน การเคลื่อนไหวของราคา เลยนำมาสู่หลักการข้อที่ 5 ของหลักการ Dow
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า Volume คืออะไรก่อน Volume คือตัวบอกว่ามีการเทรดไปมากเท่าไรจากช่วงเวลานั้นๆ จะกำหนดจากแท่งเทียนเป็นหลัก ความหมายเบื้องต้นคือ ถ้ามีการเทรดเยอะช่วงเวลานั้นๆ จำนวน Volume ควรจะเยอะขึ้นด้วย เช่น สมมุติท่านจะ Buy หุ้นของหุ้น A ที่ราคา 1200 จำนวน 1000 หุ้น และอีกคนก็จะขายที่ราคา 1200 จำนวน 1000 หุ้น ที่ราคาเดียวกัน เมื่อราคาและจำนวนของท่าน และอีกคนได้ตรงกัน การเทรดก็จะเกิดขึ้น นั้นคือว่า ท่านและอีกคนได้ทำให้เกิด 1000 วอลลูม ของหุ้น A ดังนั้น ถ้าจำนวนวอลลูมมาก หมายความว่ามีการเข้าเทรดมาก เลยช่วยให้ในการยืนยันการเทรดได้เป็นอย่างดี
ตามหลักการข้อนี้บอกว่า Volume ควรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาวิ่งไปทิศทางเดียวกันกับเทรนและลดลงเมื่อราคาวิ่งสวนกับเทรนเช่น สำหรับเทรนขาขึ้น วอลลูมควรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาวิ่งขึ้น และลดลงเมื่อราคาลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเป็นการวิ่งสวนเทรนหรือบอกว่าเป็นการทดสอบเทรนนั่นเอง ดูภาพประกอบด้านบนก่อนว่า Volume สัมพันธ์กับการเคลื่อนของเทรนอย่างไร ภาพด้านบนเป็นราคาทำเทรนลงหรือ Bear Market หลักสำคัญการกำหนดเทรนสำหรับหลักการ Dow ที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดเทรนสำหรับด้าน Technical Analysis คือเห็นว่าราคาสามารถทำ Lower Low –> Lower High -> Lower Low ต่อเนื่องกันได้จนกว่า Lower High โดนเบรค ที่อาจจะเป็นสัญญาณว่าอาจจะเปลี่ยนเทรน ต้องดู Market structure ที่ตามมาว่ายืนยันอย่างไร
ดูที่จุดเทรนที่จุด AB ชุดแรกที่เป็นสีแดง ดูที่ A ที่ราคาวิ่งลง จะเห็นว่าตอนที่วิ่งลงเรื่อยๆ Volume จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่ามาถึงจุด B สีแดง ที่ราคาวิ่งขึ้นสวนเทรนที่ราคาวิ่งลงมา ตอนที่ราคาวิ่งขึ้นไปจะเห็นว่าจำนวน Volume ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ตรงข้ามกลับลดลงเรื่อยๆ และสุดท้ายราคาก็ลงมาต่อและก็จะเห็น Volumes เพิ่มขึ้นอีก นี่คือหลักการ Dow ที่บอกถึงว่า Volumes ต้องยืนยันเทรนอย่างไร
ภาพเดียวกันสามารถใช้หลักการ Technical analysis อธิบายเสริมได้อีกว่า ช่วงที่ราคาทำเทรนก็จะเป็น Impulsive move ช่วงนี้ก็จะเห็ว่า Volumes ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะสะท้อนถึงการเข้าเทรด ทำให้ออเดอร์เกินกันเลยทำให้ราคาวิ่งไปทางเดียวหรือทำเทรนได้ง่ายจนจบมาเป็น Impulsive move แล้วตามด้วยราคาได้เด้งกลับเพื่อขึ้นมาทดสอบ ตามรูปโครงสร้างที่วาดประกอบจะเป็นช่วงที่ราคาขึ้นไปทำ Lower High หรือจบมาเป็น Corrective move ดูเรื่องของวอลลูมประกอบกับการเคลื่อนไหวนี้ จะลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่พอราคาหยุดและหักหัวลงตามเทรน ก็จะเห็นว่าวอลลูมค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังพออธิบายง่ายๆ ได้แบบนี้คือว่า เช่นสำหรับเทรนขาขึ้น เทรนจะแสดงความแข็งเมื่อวอลลูมเพิ่มขึ้นเพราะว่าเทรดเดอร์ยังปราถนาที่จะเทรดทางนั้นอย่างต่อเนื่องอยู่ ด้วยความเชื่อว่าราคาจะไปต่ออีก และช่วงที่วอลลูมลดลงตอนที่ราคาทำ Corrective เพราะว่าเทรดเดอร์ยังไม่อยากปิดอดเดอร์เปิดไว้ก่อน [เพราะว่าถ้าปิด เท่ากับเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่ถือเทรดอยู่ ก็จะทำให้ออเดอร์ตรงข้ามเกินได้ง่าย] เพราะยังเชื่อว่าราคาจะไปต่อนั่นเอง
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าจำนวนวอลลูมสวนกับเทรน บอกว่าเทรนที่เป็นอยู่อ่อน เช่นตลาดอยู่ในช่วงเทรนขาขึ้น แต่พอราคาวิ่งขึ้นไปต่อ แต่วอลลูมกลับน้อยหรือลดลง ตอนที่ราคาขึ้นไป นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่า เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดทางขึ้นหรือ Buy orders เริ่มไม่สนใจอยากเทรดทางนั้น ถ้าเทรดเดอร์ที่อยากเปิดทาง Buy ลดลงหรือเริ่มออกจากตลาดหันมาเป็น Sellers โอกาสที่ตลาดจะไปต่อทางขึ้นก็น้อยลง สำหรับเทรนขาลงก็ประยุกต์ตรรกะที่ตรงกันข้ามกัน
หลักการใช้วอลลูมสำหรับการยืนยันเทรนแบบนี้ ยังช่วยกำหนดหรือกรองคุณภาพของการเคลื่อนช่วงนั้นๆ ด้วยว่าเป็น Impulsive move จริงหรือเปล่า เพราะว่า Market structure ถ้าเกิด Impulsive move จะเปิดโอกาสให้เทรดตามเทรนได้ชัดเจนและง่ายมาก แต่สำคัญว่าคุณจะกรอง Impulsive move สำหรับการเคลื่อนอย่างไร การใช้วอลลูมเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้กัน และยังใช้ทั้งส่วนของ Corrective move ด้วย เพราะวอลลูมบอกถึงกำลังทางด้านนั้นเป็นอย่างไร เลยทำให้เทรดตามเทรน หรือการเทรด Retracement หรือ Pullback ได้ง่ายด้วย
แต่สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดฟอเรก ต้องพึงระวังเพราะว่าตลาดฟอเรกต่างจากตลาด Futures เพราะว่าตลาด Futures ที่เป็นที่มาของหลักการ Dow เป็นตลาดแบบ Centralized (เช่นอย่างภาพประกอบด้านบน) ข้อมูลตัวเลขการเทรดและชาร์ตที่ออกมาถึงเทรดเดอร์มาจากแหล่งเดียวกัน ทุกคนเห็นภาพเดียวกันหมด เรื่องของการใช้ Volumes เลยเป็นทูลที่สำคัญมากสำหรับการเทรดตลาดนี้ มีทูลมากมายเช่นอย่าง Depth of Market ก็จะแสดงตำแหน่ง ว่าแต่ละราคามี Volumes อยู่เท่าไร แต่ตลาดฟอเรกเป็นแบบ Distributed ข้อมูลที่เทรดเดอร์ได้รับมาจากโบรกเกอร์ที่ตัวเองเปิดบัญชีเทรด ข้อมูลเรื่องของวอลลูมเลยต่างกันออกไป