หลักการมอง Price Action แบบง่ายๆ ในการเทรดทอง
เมื่อพูดถึงเรื่องเทคนิคการเทรด คำว่า Price Action น่าจะเป็นที่น่าสนใจสุดเรื่องวิธีการอ่านตลาดและการเทรด สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้ Price Action น่าสนใจคือ Price Action บอกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือราคาบอกนั่นคือ บอกข้อมูลที่เห็นหรือ Objective ไม่ใช่แค่คิดเอาเอง ตามหลักการหรือตรรกะการเทรดหรือ Subjective เลยช่วยทำให้เทรดเดอร์ที่เทรดแนว Price Action หาความเป็นไปได้ๆ ดีกว่าวิธีการอื่นๆ ทั้งการเข้าเทรดตามเทรนหรือการเข้าเทรดตรงพื้นที่ key levels ได้ดีกว่า
Price Action กับรูปแบบกราฟแบบแท่งเทียน (Candlesticks)รูปแบบการอ่าน Price Action จะอ่านผ่านแท่งเทียนเป็นหลัก ที่ประกอบด้วยราคาเปิด สูง ต่ำ และราคาปิด ก็จะมีส่วนประกอบช่วงเวลา (Period) และระยะห่างราคาเปิด-ปิด (Body size) และสูง (upper wick) และต่ำ (lower wick) เพื่อบอกรายละเอียด วิธีอ่าน Price Action จากแท่งเทียนก็จะอ่านความสัมพันธ์ราคาแต่ละจุด และสำคัญท่านต้องรู้ว่า แท่งเทียนเป็นการบอกถึงพื้นที่การเทรดว่าเกิดขึ้นตรงราคาไหนหรือตรงไหนบ้างช่วงเวลาแท่งเทียนนั้น และการที่ราคาปิดเทียบกับราคาเปิดแต่ละแท่งเทียนก็เลยบอกว่าเมื่อจบช่วงเวลาแท่งเทียนนั้นๆ ฝ่าย Bull หรือ Bear เป็นฝ่ายชนะ และช่วยให้อ่านความกดดันออกได้ง่าย เราสามารถอ่านแท่งเทียนเพื่อ Price Action แบบง่ายๆ ดังนี้
ขนาดแท่งเทียน Candlestick size ก็จะบอกถึงพื้นที่มี trading transactions ว่าเกิดขึ้นช่วงราคาไหนบ้าง ยิ่งมีระยะห่างมากหรือ size ยาวมากก็บอกถึงพื้นที่การเทรดว่าเกิดขึ้นช่วงไหนบ้าง
ราคาเปิด-ราคาปิด เพื่อสร้างส่วนที่เรียกว่า Body โดยราคาเปิดก็จะต่อจากราคาปิดของแท่งเทียนก่อนนี้ ราคาวิ่งไปมาสร้าง High และ Low ตามช่วงเวลา และเมื่อหมดเวลาแท่งเทียนก็เกิดราคาปิด หลักการอ่านก็จะอ่านเปรียบเทียบราคาปิด กับราคาเปิดคือ ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด แสดงว่าฝ่าย Sellers ชนะแท่งเทียนนั้น ความกดดันก็ตกอยู่ทางฝ่ายที่เปิด Buy เพราะราคาวิ่งสวนพวกเขาเมื่อจบเพราะราคาลงไปอีกในแท่งเทียนต่อมา พวกเขาอาจติดลบมากกว่าเดิม ฝ่ายที่ติดลบคือ Buy ก็จะหันมาออก เท่ากับว่าพวกเขาจะเปิด Sell ในแท่งเทียนถัดมาได้ ในทางกลับกัน ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แสดงว่า Buyers เป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายถูกกดดันคือ Sellers ถ้าแท่งเทียนต่อมาราคาไปต่อ พวกเขาอาจเสียมากกว่าเดิมได้ เลยจำต้องออก แต่ก็ต้องดูขนาดระยะห่างราคาเปิดและราคาปิดด้วยว่ามากพอหรือเปล่า ไม่ใช่ sideway หรืออยู่ในกรอบแคบๆ
Price Action รูปแบบแท่งเทียนเดียวหรือมากกว่ารูปแบบ Price Action ก็จะเรียกชื่อต่างๆ ออกไป ด้วยการมองส่วนประกอบอย่างไร อย่างแรกที่ง่ายสุดคือการเรียกชื่อจากแท่งเทียนเดียวเช่น Pin Bar และ Doji หรือหลายแท่งเทียนตั้งแต่ 2 แท่งเทียนขึ้นไปเช่น Engulfing Bar, 3 Bar Reversal การมองแท่งเทียนเพื่ออ่านรูปแบบ Price Action ต่างๆ ท่านต้องมองให้ออกเช่น 1 แท่งเทียนของ H4 ก็เท่ากับ 4 แท่งเทียนของ H1 และ H1 เท่ากับ 2 แท่งเทียนของ M30 และเท่ากับ 4 แท่งเทียนของ M15 ถ้าท่านมองแบบนี้ ท่านจะเข้าใจว่าทำไมรูปแบบเมื่อดูที่แท่งเทียนใน timeframe หนึ่งเป็นอีกอย่าง และมองย่อยลงไปใน timeframe ย่อยเป็นอีกอย่าง เช่นอย่าง Pin Bar ใน H1 ท่านก็จะเห็นเป็น Engulfing Bar ใน M30 เป็นต้น การมองตรรกะที่อยู่เบื้องหลังก็เช่นกัน แบบการมองแท่งเทียนหลายมิติ แต่ท่านจะพบว่าตรรกะที่อยู่เบื้องหลังของรูปแบบ Price Action ที่ต่างกันเมื่อมองต่าง timeframe ไม่ได้ต่างกันเลย แต่ Price Action ที่เกิดใน timeframe เล็กก็จะให้รายละเอียดของ Price Action ที่เกิดใน timeframe ใหญ่กว่า ดังนั้น Price Action ที่เกิดใน timeframe ใหญ่กว่าก็จะสำคัญกว่า Price Action ที่เกิดใน timeframe เล็กกว่าลงมา เมื่อท่านเข้าใจ Price Action ในมุมมองต่าง timeframe แบบนี้ ท่านก็จะอ่าน price action แต่ละแท่งเทียนต่อเนื่องกันเป็น แล้วท่านก็จะเข้าใจความหมายที่ช่อนอยู่เบื้องหลังรูปแบบ
Price Action เป็นเหมือน Pin bar ที่บอกถึง trading pressure ว่าฝ่ายไหนคุมเกม ฝ่ายไหนได้รับความกดดันดูรายละเอียดเพื่อดูตรรกะที่อยู่เบื้องหลังที่ M30 หลังจากที่ราคาได้เบรค High แรก พอราคาเบรค High 2 ด้านบน เทรดเดอร์ก็จะเห็นว่าราคาน่าจะไปต่อแน่นอน เพราะราคาสามารถทำ Higher High ได้ต่อเนื่องก็จะกำหนด Buy stop หรือ เปิดเทรดเองเมื่อราคาเบรค แต่ราคาขึ้นไปแค่แท่งเทียนแรกของส่วนประกอบ Engulfing Bar แล้วแท่งเทียน Engulfing Bar เกิดขึ้นด้วยการดันราคาลงมา และปิดต่ำกว่า Low ของพื้นที่แท่งเทียนก่อนด้วย เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตอนราคาเบรคขึ้นไป ที่มั่นใจว่าราคาเบรคแล้วจะไปต่อกลายเป็นติดลบหมด หรือเรียกกันว่า trapped traders ทันที
สิ่งหลักๆ ที่ท่านต้องอ่านให้เห็นจาก Price Action ว่าอย่างไรเรียกว่าราคา Rejection สร้างความกดดันได้หรือเปล่า เช่นในรูปของ Pin bar, Engulfing Bar หรือแบบลังเล ไม่แน่อาจไปทางไหนก็ได้เพราะราคาเปิด-ปิด พื้นที่เดียวกันอย่างหลักการ Doji หรือถ้าเห็น Momentum มองใน price action อย่างไร อาจเป็นรูปแบบแท่งเทียนเดียวยาวๆ และราคาปิดทางนั้นที่แทบไม่มีหางแท่งเทียน หรือในหลักการเดียวกันแต่เห็น 2-3 แท่งเทียนไปทางเดียวกันเมื่อมองใน timeframe ย่อยลงมา มอง price action ให้เข้ากับ price structure ที่เกิดขึ้นว่าสัมพันธ์ต่อเนื่องกันอย่างไร
ส่วนมากก็จะใช้ Price Action ประกอบกับจุดที่ต้องการเช่น key levels หรือเทรดตามเทรน เพราะ Price Action จะบอกว่าน่าจะเข้าเทรดทองที่ตรงไหน กำหนด stop loss และ take profit ตรงไหน